"ศรีวราห์"ยัน! ดำเนินดคี เมีย"เปรมชัย" ครอบครอง"งาช้างแอฟริกา"
06 มี.ค. 2561 | nation_ent

"ศรีวราห์" ยันดำเนินดคี เมีย"เปรมชัย" ครอบครองงาช้างแอฟริกา ยันเนื้อสัตว์ป่าในเขตอุทยาน ได้รับการคุ้มครองทั้งหมด แจงไม่มีมวยล้มต้มคนดู
ข่าว
06 มี.ค. 2561 | nation_ent

"ศรีวราห์" ยันดำเนินดคี เมีย"เปรมชัย" ครอบครองงาช้างแอฟริกา ยันเนื้อสัตว์ป่าในเขตอุทยาน ได้รับการคุ้มครองทั้งหมด แจงไม่มีมวยล้มต้มคนดู
เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 6 มี.ค. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ( บก.ปทส.) นายนุวรรต ลีลาพตะ รองหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดด้านสัตว์ป่า (ชุดเหยี่ยวดง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข ผบก.ปทส. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนางคณิตา วิทยานันท์ ภรรยานายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย จำกัด มหาชน ในข้อหา มีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (งาช้างแอฟริกา) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 19 ภายหลังผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเองาช้าง จำนวน 4 กิ่งหรือ 2 คู่ ที่พบในบ้านของนายเปรมชัย กรรณสูต พบว่าเป็นงาช้างแอฟริกา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าชื่อในการนำงาช้างดังกล่าว มาขึ้นทะเบียนกับกรมอุทยานฯ เป็นชื่อของนางคณิตา และได้มีการนำเอาหลักฐานการได้มาของงาช้างซึ่งอ้างว่าเป็นงาช้างบ้าน มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่
ต่อมา เวลา 16.45 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เดินทางมาติดตามคดีด้วยตนเอง พร้อมเปิดเผยว่า ที่ตนเดินทางมาติดตามคดีนี้ด้วยตนเองเนื่องจากตนเป็นผู้ตรวจยึดงาช้างจำนวน 4 กิ่ง ( 2 คู่ ) มาจากบ้านของนายเปรมชัยด้วยตนเอง ซึ่งทาง บก.ปทส. แจ้งว่าทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีหลักฐานเอาผิดผู้ครอบครองงาช้างดังกล่าว โดยผลการตรวจดีเอ็นเองาช้างพบเป็นงาช้างจากแอฟริกา ส่วนจะแจ้งข้อหาอะไรบ้างนั้นขึ้นอยู่กับกรมอุทยานแห่งชาติฯ ว่าจะแจ้งข้อหาใดบ้าง ในเบื้องต้นทราบว่ามีการแจ้งข้อหาครอบครองซากสัตว์สงวน ตามมาตรา 19 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 กับนางคณิตา ภรรยาของนายเปรมชัย เพียงคนเดียวเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีผู้อื่นร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ หากพบผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะดำเนินคดีด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เมื่อมีการรับแจ้งแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนตามป.วิอาญา ส่วนในขั้นตอนการติดตามผู้กระทำความผิดมาสอบสวน จะต้องออกหมายเรียก ให้มารับทราบข้อกล่าวหาภายใน 10 วัน หากไม่มาก็จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ถ้าไม่มาอีกก็จะออกหมายจับตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
พล.ต.อ.ศรีวราห์ เปิดเผยต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ที่มีการยึดงาช้างมาตรวจสอบ เพราะไม่มีสติ๊กเกอร์ยืนยันการขึ้นทะเบียน จึงจำเป็นต้องนำมาตรวจดีเอ็นเอ เมื่อมีผลตรวจจากห้องปฏิบัติการของกรมอุทยานแห่งชาติฯออกมาแล้ว ก็ไม่ต้องนำไปตรวจสอบอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ต้องทำการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึง รวบรวมพยานหลักฐานที่กรมอุทยานแห่งชาติฯนำมามอบให้พนักงานสอบสวน บก.ปทส.ว่า มีการพาดพิงถึงใคร ถ้ามีก็ดำเนินคดีด้วย
ภายหลังการตรวจสอบเอกสารของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ นานกว่า 90 นาที พล.ต.อ.ศรีวราห์ เปิดเผยว่า ผลการตรวจงาช้างที่ตรวจยึดได้จากบ้านพักนายเปรมชัยเป็นงาช้างแอฟริกา โดยมีการยืนยันให้ดำเนินคดีกับนางคณิตา ภรรยานายเปรมชัย ฐานความผิด มีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (งาช้างแอฟริกา) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 19 รับโทษตามมาตรา 47 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตนเพิ่งได้รับรายงานผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ของกรมอุทยานฯ เมื่อเวลา 16.00 น.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า 1.ชิ้นเนื้อที่พบในหม้อซุปและกระดูกท่อนขา จำนวน 2 ชิ้น ลำไส้ และเส้นขน เป็นของเสือดำจริง โดยเป็นเสือดำเพศเมีย ไม่ใช่เพศผู้ตามที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ 2.ชิ้นเนื้อที่อ้างว่าเป็นเนื้อเก้ง ผลจากการตรวจพิสูจน์พบว่าเป็นเพียงเนื้อหมูป่า 3.ชิ้นเนื้อที่อ้างว่าเป็นไก่ฟ้าหลังเทา ผลการตรวจพบว่าเป็นไก่ฟ้าหลังขาว 4.อุจจาระที่พบ ผลการตรวจพบเป็นอุจจาระของมนุษย์ แต่ไม่พบดีเอ็นเอของเสือดำ 5.จากการตรวจสอบวัตถุพยาน เช่น มีดอีโต้ มีดทำครัว มีดเหน็บ เขียงพลาสติก พบว่าบางชิ้นมีดีเอ็นเอของเสือดำเพศเมีย ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่พบในหม้อซุป
"ผมยืนยันว่าคดีนี้มีหลักฐานทั้งผลตรวจอาวุธปืน งาช้าง และซากสัตว์ป่า ชัดเจน จนสามารถเอาผิดกับนายเปรมชัย อีกทั้ง ยังสามารถเอาผิดกับนางคณิตา เรื่องครอบครองงาช้างได้อย่างแน่นอน หากจะมีการโต้แย้งเรื่องเนื้อหมูป่าไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง ผมได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯว่า ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ป่าชนิดใดที่อยู่ในเขตอุทยาน ถือว่าได้รับการคุ้มครองทั้งหมด ขอยืนยันอีกครั้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำงานกันอย่างตรงไปตรงมา ถึงแม้โลกออนไลน์จะมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเจ้าหน้าที่ทำงานตามพยานหลักฐาน และไม่ได้ย่อท้อต่อการถูกวิจารณ์ เนื่องจากผมกินภาษีจากประชาชนเป็นเงินเดือน อีกทั้ง โลกออนไลน์ไม่มีในกฎหมาย หากความผิดใดเข้าข้อกฎหมาย ตนก็จะดำเนินการตรวจสอบให้ หากไม่เข้าข้อกฎหมาย จะมาบังคับให้ตนทำตามใจนั้นเป็นไปไม่ได้ ยืนยันว่าไม่มีมวยล้มต้มคนดูอย่างแน่นอน" รอง ผบ.ตร. กล่าวทิ้งท้าย.