โดยท่าน ผบ.ตร.เพียงแต่ยกคำพิพากษาศาลฎีกา ปี 2530 บอกว่าเงื่อนไขการรับรางวัลระบุไว้อยู่หลังสลากว่า เงินรางวับจะจ่ายให้แก้ผู้ถือสลากที่ถูกรางวัลมาขอรับเงินเท่านั้น เพื่อป้องกันผู้ทุจริตนำมาแอบอ้างในภายหลัง และยังมีความเห็นของอดีตอัยการสูงสุด บอกว่า สลากไม่ใช่ทรัพย์สินมีทะเบียน ผู้ใดครอบครองย่อมเป็นเจ้าของ และสามารถนำไปขายต่อได้ ไม่เหมือนทรัพย์อื่น การทำสลากตกหล่น เจ้าของต้องแจ้งกับพนักงานสอบสวนทันที โดยเฉพาะหวยชุด แต่ไม่ปรากฎว่ามีการแจ้งความก่อน กลับมาแจ้งภายหลังมีการประกาศเลขรางวัล คดีจึงมีเหตุให้สงสัยว่า เป็นผู้ครอบครองและทำสลากหายจริงหรือไม่ ดังนั้นผู้นำสลากไปขึ้นเงินรางวัลจึงมีสิทธิ์มากกว่า
คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ท่าน ผบ.ตร. ยกมา ดูเหมือนว่าจะไปเข้าทางฝ่ายหมวดจรูญ แต่ที่จริงแล้ว ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ว่าหวย 30 ล้านเป็นของหมวดจรูญ เพราะต้องไปพิสูจน์กันที่ศาลแพ่งจังหวัดกาญจนบุรี ที่ครูปรีชา ยื่นฟ้อง หมวดจรูญ ไว้แล้ว ทั้งสองฝ่ายยังต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์สิทธิ์ของตัวเอง แล้วศาลแพ่งจะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดอีกที
คำถามก็คือจะเป็นไปได้หรือมีโอกาสหรือไม่ที่หวย 30 ล้าน จะเป็นของครูปรีชา ล่าความจริงไปสอบถามหลักกฎหมายเรื่องการพิสูจน์สิทธิ์การครอบครองทรัพย์สิน กับทางโฆษกสภาทนายความ ว่าที่พันตรี สมบัติ วงศ์คำแหง อธิบายว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1369 (หนึ่งสามหกเก้า) ระบุว่า "บุคคลใดยึดถือทรัพย์สิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ายึดถือเพื่อตน" และมาตรา 1370 (หนึ่งสามเจ็ดศูนย์) ระบุว่า "ผู้ครอบครองนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าครอบครองโดยสุจริต โดยสงบและเปิดเผย" ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขการจ่ายเงินรางวัลของสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ที่ จะจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับเท่านั้น
แต่นี่เป็นข้อสันนิษฐานของกฎหมายเท่านั้น ตามประมวลกฎหมาย 1336 ได้ระบุไว้ว่า "ข้อสันนิษฐานจะเป็นประโยชน์กับผู้ครองครองจนกว่าจะถูกพิสูจน์หักล้างได้" หมายความว่า หากอีกฝ่ายมีพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้ว่าสลากที่ถูกรางวัลเป็นของตัวเอง ตัวเองเป็นเจ้าของสลากที่แท้จริง ดังนั้นเจ้าของที่แท้จริงก็เป็นผู้ที่มีสิทธิ สามารถติดตามเอาคืนจากอีกฝ่าย หรือผู้ที่ครอบครองโดยไม่มีสิทธิ หรือครอบครองโดยไม่ชอบได้ ดังนั้นเมื่อคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ จึงต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาลต่อไป
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลัก โซเชี่ยล แตกต่างกับข้อเท็จจริงในสำนวนศาล ในการพิจารณาคดีศาลจะไม่รับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนอยู่แล้ว จะรับฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี และข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบพยานในชั้นศาล จนสมบูรณ์ครบถ้วน ข้อเท็จจริงนี่เท่านั้นที่ศาลจะนำมาใช้ในการพิพากษาตัดสินคดี
ฟังคำตอบของโฆษกสภาทนายความ แล้วดูเหมือนว่าตอนนี้ก็ยังบอกไม่ได้เหมือนกันว่าใครจะเป็นเจ้าของสลากตัวจริงระหว่างหมวดจรูญ กับครูปรีชา แต่ตอนนี้ภาษีของหมวดจรูญดีกว่า แต่ครูปรีชาก็สามารถนำหลักฐานไปพิสูจน์ในศาลแพ่งได้อย่างที่อธิบายไป ที่สุดแล้วก็คงต้องรอฟังคำพิพากษาของศาล