เนชั่นทีวี

ข่าว

ดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 380 จุด ในวันสุดท้ายของเดือนก.พ.

01 มี.ค. 2561 | te

ดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 380 จุด ในวันสุดท้ายของเดือนก.พ.

ดาวโจนส์ผันผวนหนักดิ่งลงกว่า 380 จุดในวันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ภาพการลงทุนทั้งเดือนลดลงมากกว่า 4.3% นับเป็นภาวะการลงทุนที่ย่ำแย่มากที่สุดในรอบ 2 ปี


หลังจากที่ดิ่งลงลึก 10.7% จากระดับสูงสุดเมื่อวันที่ 26 มกราคมในช่วง 2 สัปดาห์แรก ท่ามกลางความวิตกกังวลของตลาดหุ้นที่มีต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด


ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ของ GDP ไตรมาส 4 ในปีที่แล้วที่ระดับ 2.5% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งแกที่ระดับ 2.6% โดยในปี 2017 จีดีพีสหรัฐมีการขยายตัว 2.3%


1. ดัชนีดาวโจนส์ยังคงปิดแดนลบต่อเนื่อง 2 วันในช่วงท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ดิ่งลงถึง 680 จุด หรือ 2.7% โดยปิดตลาดในวันสุดท้ายเมื่อวันพุธดิ่งลงถึง 380.83 จุด หรือ 1.50% มาปิดที่ 25,029 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,713 ร่วงลง 30.45 จุด หรือ 1.11% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,273 ลดลง 57.35 จุด หรือ 0.78%

เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากการที่เจอโรม พาวเวล ประธานเฟดได้ระบุถึงการที่เฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปี 2018 นี้ รวมถึงนโยบายเดินหน้าในการปรับลดงบดุลที่เป็นไปอย่างราบรื่น



2. ทั้งนี้ การซื้อขายตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลง 4.3% ส่วนดัชนี S&P 500 ร่วงลง 3.9% ซึ่งถือเป็นเดือนที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 2 ปี ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 1.9% นับเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2016

ท่ามกลางการซื้อขายที่เป็นไปอย่างผันผวนตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะในวันสุดท้าย ซึ่งดัชนีเปิดตลาดพุ่งขึ้นและเคลื่อนไหวในแดนบวก ก่อนที่จะถูกแรงเทขายกระหน่ำในช่วงท้ายตลาด



3. หลังจากเฟดที่คาดว่ามีแผนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ อาจมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นเป็น 4 ครั้ง เนื่องจากการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อที่เข้าสู่เป้าหมาย 2% ในปี 2018 รวมทั้งมีการใช้มาตรการด้านการคลังจากการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล และมาตรการปรับลดอัตราภาษี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ประธานเฟดยังได้มองในมุมบวกต่อภาวะเศรษฐกิจสหัฐ ทั้งด้านตลาดแรงงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีความแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าจ้างมีการเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งตัว โดยเชื่อว่า เงินเฟ้อจะดีดตัวขึ้นที่ระดับ 2% ในปีนี้ จะยังคงมีเสถียรภาพในระยะปานกลาง

ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตาประธานเฟดกล่าวแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐ ในวันพฤหัสบดีนี้



4. อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ของ GDP ไตรมาส 4 ในปีที่แล้วที่ระดับ 2.5% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งแกที่ระดับ 2.6% และต่ำกว่าการขยายตัว 3.2% ในไตรมาส 3 สำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา เมื่อไล่เลียงเป็นรายไตรมาสนั้น ช้วงไตรมาสแรกขยายตัว 1.4% และไตรมาส 2 มีการขยายตัวที่ 3.1%

ทั้งนี้ ในปี 2017 จีดีพีสหรัฐมีการขยายตัว 2.3% เทียบกับอัตราการขยายตัวที่ 1.5% ในปี 2016



5. ขณะที่อัตราผลตอบแทนบอนด์รัฐบาสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปี ซึ่งยังคงเป๊นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันตลาดหุ้นเสี่ยงในขาลง หลังทะลุระดับ 2.923% เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เริ่มทรงตัวปรับตัวลดลงที่ระดับ 2.864% ในวันพุธก็ตาม ยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท

นอกจากนี้ หากเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไป มีการคาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อบอนด์ยีลด์ 10 ปีซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงพุ่งขึ้นจนถึงระดับ 3.25-4.0% ในปีนี้ ที่ส่งผลต่อความตึงตัวในตลาดการเงิน ทำให้บรรดากองทุนถอยห่างจากการลงทุนในหุ้นและบอนด์มากขึ้น นำมาซึ่งความซบเซาในอนาคต



ข่าวล่าสุด