ทั้ง UBS, HSBC และ SGH Macro Advisers คาดหวังว่าจะเป็น Framework ที่เฟดจะโฟกัสให้ชัดเจน โดยเชื่อว่า นอกจากเฟดจะทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ 2% ในปีนี้แล้ว โดยอาจจะกำหนด range เพื่อไม่ให้เป็นแรงกดดันให้เฟดต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ในการขึ้นดอกเบี้ยค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางหุ้นวอลล์สตรีทที่กลับมายืนแข็งแกร่ง โดยดาวโจนส์พุ่งขึ้น 399.28 จุด หรือ 1.58% ปิดวันจันทร์ที่ 25,709 ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 32.30 จุด หรือ 1.18% ปิดที่ 2,779 และ Nasdaq ปิดที่ 7,421 เพิ่มขึ้น 84.07 จุด หรือ 1.15%
1. ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งกำหนดแถลงนโยบายการเงินในรอบครึ่งปีต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในอังคาร และต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาในวันพฤหัสฯ โดยถือเป็นการแสดงวิสัยทัศน์เป็นครั้งแรกหลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์
สำหรับประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ ก็คือการค้นหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหรัฐ รวมทั้งทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปี 2018 นี้ หลังจากที่การประชุมของเฟดที่มีเจเน็ต เยลเลน นั่งเป็นประธานครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนธันวาคม 2017 นั้น ได้ส่งไม้ต่อในการที่เฟดจะทำการขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ จากการที่ประเมินว่า เงินเฟ้อที่ถูกกดดันให้เร่งตัวขึ้นที่ระดับเป้าหมาย 2% ในปีนี้
2. อย่างไรก็ตาม นักลงทุนคาดหวังว่า เฟดจะทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อที่กำหนดไว้ 2% ในปีนี้ โดยอาจจะกำหนด range เพื่อไม่ให้เป็นแรงกดดันให้เฟดต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ในการขึ้นดอกเบี้ยค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง
โดยที่ทั้ง UBS, HSBC และ SGH Macro Advisers คาดหวังว่าจะเป็น Framework ที่เฟดจะโฟกัสให้ชัดเจน
พร้อมกับคาดหวังว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยึรั้งละ 0.25% ในปีนี้จะมีเพียงแค่ 3 ครั้ง โดยเฉพาะการที่เฟดจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งแรกของเจอโรม พาวเวล นั่งเป็นประธาน
3. โดย UBS เชื่อว่าเจอโรม พาวเวลล์ จะประเมินภาพนโยบายการเงินให้ตลาดหุ้นเกิดความเชื่อมั่นต่อการที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้
ขณะที่ SGH Macro Advisers มองว่า การแถลงนโยบายการเงินของประธานเฟดต่อสภาคองเกรสสหรัฐ และการประชุมเฟดที่ขะมีขึ้นในเดือนมีนาคมจะไม่ส่งสัญญาณให้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 ในปีนี้ เช่นเดียวกับ HSBC ที่มองว่า เจอโรม พาวเวลล์ จะสนับสนุนทิศทางดังกล่าว
4. ทั้งนี้ หุ้นวอลล์สตรีทขานรับราคาหุ้น Apple กลับมายืนขึ้นอีก โดยพุ่งขึ้ถึง 2% นำโดยดัชนีดาวโจนส์ปิดในวันจันทร์ที่ 25,709 พุ่งขึ้น 399.28 จุด หรือ 1.58% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,779 เพิ่มขึ้น 32.30 จุด หรือ 1.18% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,421 เพิ่มขึ้น 84.07 จุด หรือ 1.15%
และได้รับผลพวงทางบวก หลังจากอัตราผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) ยังคงปรับตัวลงในวันจันทร์ต่อเนื่องจากวันศุกร์ โดยบอนด์ยีลด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ลดลงสู่ระดับ 2.844% ส่วนบอนด์ยีลด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ปรับตัวลงที่ 3.129%
5. นอกจากนี้ การออกมาให้ความเห็นของประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ที่ระบุว่า หากเฟดยังคงเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ก็จะส่งผลให้มีการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวเกินไปสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐในปัจจุบัน
โดยย้ำว่า เฟดควรรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกืจที่ประสิทธิภาพการผลิต หรือ Productivity อยู่ในระดับต่ำ และตลาดการเงินทั่วโลกมีอุปสงค์สูงต่อการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย