ข่าวคราวในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการทำงานของตำรวจกองปราบที่รับโอนคดีมาจากตำรวจภูธรภาค 7 ตั้งแต่การหิ้วตัวพยานฝั่งครูปรีชาล้วนๆ ไปแยกสอบ ซึ่งก็คือบรรดา "ทีมเจ๊" ที่ให้การสนับสนุนครูปรีชาว่าเป็นเจ้าของหวยตัวจริง ตามมาด้วยการสั่งย้ายผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พลตำรวจตรี สุทธิ พวงพิกุล และย้ายซ้ำตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการทำสำนวนคดีอีก 2 คน ทั้งหมดนี้ค่อนข้างโน้มเอียงทำให้สื่อมวลชนและสังคมเข้าใจได้ว่า เจ้าของหวยตัวจริงน่าจะเป็น "หมวดจรูญ" มากกว่า "ครูปรีชา"แต่คำถามก็คือ ขนาดการทำงานของกองปราบค่อนข้างชัดเจนแบบนี้ เหตุใดครูปรีชาจึงยังหน้าตาแจ่มใส ให้สัมภาษณ์แสดงความมั่นใจแบบชิลล์ๆ ได้ทุกวันนี่คือเสียงยืนยันจากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของครูปรีชา ถ้าไม่ใช่การให้สัมภาษณ์แบบ "ปากกล้าขาสั่น" ก็ถือว่าน่าสนใจ และทำให้ "ล่าความจริง" นำมาหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อไขปริศนาว่า ทำไมครูปรีชาถึงไม่สะทกสะท้าน ทั้งๆ ที่เสี่ยงถูกดำเนินคดี หากตำรวจสรุปว่าล็อตเตอรี่เป็นของหมวดจรูญ
เหตุผลแรก มาจากความไม่ชัดเจนของ "หมวดจรูญ" เองว่าซื้อล็อตเตอรี่มาจากแผนไหน แม่ค้าคนใด ทั้งๆ ที่โดยปกติน่าจะจำได้ เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานก่อนหน้านี้ มีข่าวที่อ้างรายงานการสืบสวนของตำรวจกองปราบว่า เลขท้ายล็อตเตอรี่ "726" ที่ขายในตลาดเรดซิตี้ อำเภอเมือง กาญจนบุรี งวดวันที่ 1 พฤศจิกายนปีที่แล้ว มีด้วยกันทั้งสิ้น 3 ชุด แต่เลขหน้า 3 ตัวไม่เหมือนกัน ชุดแรกมีชายคนหนึ่งชื่อ "อาจารย์แดง" เป็นคนซื้อไป ชุดที่ 2 มีแม่ค้าคนหนึ่งนำไปขายบนแผงในตลาดเรดซิตี้ ซึ่งภายหลังทราบว่าเป็น "เจ๊ดำ" หรือ "เจ๊บ้าบิ่น" และชุดที่ 3 ซึ่งเป็นชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 คือ เลข 533726 มีแม่ค้าล็อตเตอรี่อีกคนซื้อไปขายต่อที่ตลาดเรดซิตี้เช่นกัน
เมื่อถึงวันหวยออก แม่ค้าล็อตเตอรี่คนที่นำหวยชุดที่ 2 ไปขาย คือเจ๊บ้าบิ่น กลับคิดว่าตัวเองเป็นคนขายสลากที่ถูกรางวัลที่ 1 แต่ไม่รู้ว่าใครซื้อไป จึงได้โทรไปหาครูปรีชา พร้อมแจ้งว่าถูกรางวัลที่ 1 ตามคลิปเสียงที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้ แต่ครูยืนยันว่าไม่ได้ถูกรางวัล
สำหรับแม่ค้าที่ขายล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลตัวจริง ทางกองปราบได้บันทึกปากคำไว้เรียบร้อยแล้ว จึงชัดเจนแล้วว่าล็อตเตอรี่ชุดนี้เป็นของใครนี่คือข่าวที่อ้างรายงานการสืบสวนของตำรวจกองปราบ แต่นี่คือข้อมูลเพียงชุดเดียวเท่านั้น เพราะยังมีข้อมูลอีกชุดที่มาจากคณะทำงานคลี่คลายคดีเช่นกัน ต่อจิ๊กซอว์โดยอ้างอิงจากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดั้งนี้1.ต้นขั้วล็อตเตอรี่ชุดที่ถูกรางวัลที่ 1 อยู่กับใคร อยู่กับแม่ค้าคนที่ 3 ตามที่อ้างในข้อมูลชุดแรกหรือไม่ ถ้าใช่ มีหลักฐานต้นขั้วยืนยันหรือเปล่า2.ล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่ 1 ขณะนี้อยู่ที่กองสลาก "หมวดจรูญ" นำไปขึ้นเงิน และมีลายนิ้วมือบนสลากเป็นหลักฐาน ตรงนี้ถือว่าจบไป3."หมวดจรูญ" ซื้อล็อตเตอรี่จากแม่ค้าคนที่ขายล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลที่ 1 จริงหรือไม่ มีหลักฐานอะไรยืนยันจิ๊กซอว์ตัวที่ 3 นี้เองที่ทำให้ "ครูปรีชา" ยังพอยิ้มได้ เพราะหากฝั่งหมวดจรูญ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน และฝ่าย "ครูปรีชา" ก็อ้างว่าทำหวยหายจริง ก็ยากที่จะมีหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีครูปรีชาฐานแจ้งความเท็จอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่อง "หลักฐานเด็ด" ที่อ้างว่าเป็นคลิปเสียงสนทนาระหว่างครูปรีชา กับแม่ค้าที่ขายล็อตเตอรี่ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง มีคำถามว่า คลิปเสียงสนทนาเหล่านี้ ตำรวจได้มาจากที่ไหน เป็นการได้มาซึ่งพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ประเด็นนี้มีความเห็นของผู้เกี่ยวข้องแยกเป็น 2 ทาง
หนึ่ง คือเห็นว่าเป็นการได้พยานหลักฐานมาโดย "สุ่มเสี่ยง" ที่จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะได้มาจากโทรศัพท์ของพยานฝั่งครูปรีชา หรือได้มาจากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากขณะนี้ข้อกล่าวหาครูปรีชายังไม่ได้ถูกตั้งเป็นคดี ยังไม่มีการแจ้งข้อหา การใช้คลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคล มีกฎหมายรองรับเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลที่ได้เป็น "ปฏิปักษ์" หรือ "เป็นผลลบ" กับเจ้าของโทรศัพท์เอง หากมีการนำคลิปเสียงไปใช้เป็นพยานหลักฐานในศาล ศาลอาจไม่รับฟัง หรือไม่ให้น้ำหนักสอง คือเห็นว่าอาจเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบ แต่ต้องดูที่มาของคลิปเสียงเหล่านั้น เรื่องนี้ อัยการปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการชื่อดัง บอกกับ "ล่าความจริง" ว่า การจะนำคลิปเสียงสนทนาระหว่างครูปรีชากับแม่ค้าไปใช้เป็นพยานหลักฐานในศาล ต้องดูว่าที่มาของคลิปได้มาอย่างไร อธิบายง่ายๆ คือ ต้องดูว่าตำรวจได้ขออนุญาตเจ้าตัวหรือไม่ ถ้าขออนุญาตและเจ้าตัวยินยอมให้ตรวจสอบคลิปเสียง แล้วมีการส่งคลิปเสียงไปตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ก็สามารถนำไปเป็นหลักฐานได้ แต่ถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม ก็ไม่สามารถนำไปใช้ในศาลได้ เพราะว่าตำรวจอาจได้คลิปมาโดยไม่ถูกต้อง และเสียงสำเนียงการพูดอาจสามารถลอกเลียนแบบได้ เหมือนอย่างเสียงของ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ก็มีนักพูดก็อปปี้เลียนเสียงได้เหมือนมาก จนแทบแยกไม่ออก แบบนี้ศาลอาจไม่ให้น้ำหนัก
สำหรับคดีนี้ มีข่าวว่าครูปรีชาเซ็นยินยอมอนุญาตให้ตำรวจนำคลิปเสียงไปตรวจสอบ และยอมรับว่าบางคลิปเป็นเสียงของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็สามารถนำหลักฐานชิ้นนี้ไปเสนอในชั้นศาลได้ แต่ถ้าครูปรีชาหรือพยานไม่ยินยอม ก็อาจมีปัญหาในทางคดี และอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ครูปรีชายังยิ้มได้ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษาบอกกับ "ล่าความจริง" ว่า คดีนี้ต้องวัดกันที่ "พยานแวดล้อม" ที่ตำรวจหามาได้ เพราะคนพูดจริงมีเพียงคนเดียวเท่านั้น หากพยานแวดล้อมชี้ไปในทางที่ว่า ครูปรีชาไม่ได้ถูกรางวัลที่ 1 จริง ก็อาจไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าหมวดจรูญเก็บหวยมา หรือซื้อมาเอง ฉะนั้นคงต้องลุ้นกันอีก 2 วันข้างหน้าที่ตำรวจจะแถลง