พลตำรวจเอก วัชรพล บอกว่า ข้อมูลการครอบครองนาฬิกาเท่าที่ พลเอกประวิตร รายงานมาในเบื้องต้น ยังไม่ละเอียดพอ เมื่อไม่ละเอียด และ ป.ป.ช.ส่งหนังสือสอบถามไปใหม่ การตอบกลับมาก็อาจยังไม่ละเอียดอีก จึงทำให้การทำงานไม่ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ เลขาธิการ ป.ป.ช. คุณวรวิทย์ สุขบุญ จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ทำหนังสือสอบถามไปยัง พลเอกประวิตร ให้ละเอียดขึ้น เพื่อให้การตอบกลับมาละเอียดมากพอ ตอบเป็นประเด็นๆ ครบถ้วนตามที่มีการแจ้งข้อมูลของนาฬิกาแต่ละเรือน ส่วนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นเมื่อใดยังตอบไม่ได้ แต่จะพยายามให้เลขาธิการ ป.ป.ช.ชี้แจงข้อมูลต่อสาธารณะบ่อยขึ้น
สำหรับประเด็นคำถามที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เตรียมส่งไปสอบถาม พลเอกประวิตร เพิ่มเติม เป็นประเด็นเกี่ยวกับนาฬิกาหรู 25 เรือนที่ปรากฏภาพว่า พลเอกประวิตร เคยสวมใส่ โดยต้องชี้แจงว่า ภาพที่ปรากฏเป็นข่าวและในโซเชียลมีเดีย เป็นภาพจริงหรือไม่ มีการใส่นาฬิกาเรือนที่ปรากฏในภาพจริงหรือเปล่า สวมใส่ในโอกาสไหน เมื่อไหร่ เพื่อที่ว่าทาง ป.ป.ช.จะได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ชัดเจนขึ้น
ประเด็นการครอบครองนาฬิกาหรูของ "บิ๊กป้อม" ถูกหลายฝ่ายนำไปเชื่อมโยงกับคะแนน "ดัชนีการรับรู้การทุจริต" หรือ CPI ประจำปี 2560 ที่จัดทำโดย "องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ" ปรากฏว่าประเทศไทยได้คะแนน 37 คะแนน (จากคะแนนเต็มร้อย ประเทศที่ได้สูงสุดคือนิวซีแลนด์ 89 คะแนน) โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 96 (จากทั้งหมด 180 ประเทศ) เทียบเฉพาะในชาติอาเซียน เรายังต่ำกว่าสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย แต่อยู่อันดับเดียวกับอินโดนีเซีย และสูงกว่าเวียดนาม ฟิลิปปินส์ เมียนมา ลาว และกัมพูชา
แม้คะแนนที่ประเทศไทยได้รับในปีนี้ คือ 37 คะแนน สูงกว่าปีที่แล้ว 2 คะแนน และอันดับดีขึ้นกว่าเดิม 5 อันดับ (ปีที่แล้วได้อันดับ 101) แต่ ประธาน ป.ป.ช. พลตำรวจเอก วัชรพล บอกว่า ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะคะแนนสูงขึ้นในอัตราที่น้อยเกินไป เนื่องจากตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าในปี 2564 (อีก 3 ปีข้างหน้า) ไทยจะต้องได้คะแนนถึง 50 คะแนน ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลเบื้องต้นพบว่า ดัชนีที่ทำให้คะแนนลดลง (จนส่งผลให้คะแนนรวมสูงขึ้นไม่มากเท่าที่คาดหวัง) มาจากดัชนีด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการจัดการของรัฐบาล โดย พลตำรวจเอกวัชรพล คาดว่า เป็นผลมาจากการตรวจสอบคนในรัฐบาล และการจำกัดสิทธิสื่อมวลชน
จากข้อสังเกตของประธาน ป.ป.ช. ทำให้นักข่าวนำประเด็นนี้ไปสอบถามรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย คุณวิษณุ เครืองาม ว่าผลคะแนนที่ออกมา เกิดจากปม "แหวนเพชรแทงตา นาฬิกาสุดหรู" ของ "บิ๊กป้อม" หรือไม่ คุณวิษณุ ตอบว่า ไม่ทราบ แต่คิดว่าไม่เกี่ยว
ประเด็นการครอบครอง "นาฬิกาหรู" ของ "บิ๊กป้อม" ซึ่งยังชี้แจงได้ไม่ชัดเจน ส่งผลกระทบต่อภารกิจปราบโกงของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คุณต่อตระกูล ยมนาค ประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการป้องกันการทุจริต ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ คตช. ได้ส่งหนังสือถึง "นายกฯลุงตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธาน คตช. ให้ปลด พลเอกประวิตร ออกจากกรรมการ คตช. จากปัญหา "แหวนเพชรแทงตา นาฬิกาสุดหรู " โดยไม่ต้องรอให้ ป.ป.ช.ชี้มูลว่าผิดหรือถูก เนื่องจากเป็นเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณ อีกทั้งที่ผ่านมานายกฯเองก็เคยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดย้ายข้าราชการจำนวนมากที่ถูกครหาเรื่องทุจริต ทั้งๆ ที่ยังไม่มีผลสอบสวนออกมาอย่างเป็นทางการ
นี่คือผลสะเทือนจากปม "แหวนเพชรแทงตา นาฬิกาสุดหรู" ซึ่งสะท้อนว่ากระแสสังคมยังค่อนข้างแรง เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการทำโพลล์อย่างไม่เป็นทางการ มีคนโหวตให้ พลเอกประวิตร ลาออกจากตำแหน่งมากกว่าร้อยละ 90 ซึ่งแม้ พลเอกประวิตร จะให้คนใกล้ตัวออกมาตอกย้ำหลายครั้งว่า ไม่ท้อ ไม่หวั่นไหว และจะทำงานเพื่อชาติต่อไปจนจบภารกิจ แต่จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของคุณต่อตระกูล ตามด้วยผลคะแนนดัชนีคอร์รัปชั่นที่ไม่เป็นไปตามเป้า ก็ทำให้เห็นว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบมากจริงๆ แต่การเปลี่ยนแปลงคงไม่เกิดขึ้น เพราะหลังจากนั้น 1 วัน นายกฯลุงตู่ ก็ออกมายืนยันเสียงแข็งว่าให้รอผลการตรวจสอบของ ป.ป.ช.
สำหรับ คตช. หรือ คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ตั้งขึ้นตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ฉบับที่ 127/2557 (คือตั้งมาตั้งแต่ช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ) เพื่อบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานในการปราบคอร์รัปชั่น (ถือเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล คสช.) มีกรรมการทั้งสิ้น 21 คน นายกฯลุงตู่นั่งเป็นประธานโดยตำแหน่ง ส่วน "บิ๊กป้อม" เป็นที่ปรึกษาประธาน คตช. ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกรรมการด้วยเช่นกัน คุณวิษณุ ให้ข้อมูลกับนักข่าวว่า เรื่องการลาออกหรือไม่ลาออก อยู่ที่เจ้าตัวเอง แต่ พลเอกประวิตร ไม่เคยเข้าประชุม คตช.เลย