เนชั่นทีวี

ข่าว

ตา-ยายสุดยากจน ถูกฟ้องเรียกเก็บภาษี 11 ล้าน

14 ก.พ. 2561 | wanchat

ตา-ยายสุดยากจน ถูกฟ้องเรียกเก็บภาษี 11 ล้าน

สองสามีภรรยาลมแทบจับ เจอหมายศาลฟ้องเรียกเก็บภาษี 11 ล้านบาท ทั้งที่ยากจน รับจ้าง ไม่เคยมีธุรกิจ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ วอนช่วยเหลือ


 เมื่อวันที่14กุมภาพันธ์2561ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มี นางนุ้ย พรมราช อายุ57ปี พร้อมด้วย สามี คือ นายทองคำ จิตค้า อายุ59ปี อยู่บ้านเลขที่52หมู่6บ้านนาทาม ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม นำเอกสารหลักฐานหมายศาลภาษีอากรกลางเข้าร้องทุกข์ผ่านสื่อมวลชนไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง กรณีได้รับความเดือดร้อน เนื่องจาก เมื่อวันที่9กุมภารพันธ์2561ที่ผ่านมา มีหมายศาลระบุเป็นคดีดำที่ ภ.4/2561ศาลภาษีอากรกลาง วันที่11มกราคม2561ระบุ กรมสรรพากร เป็นโจทย์ ยื่นฟ้อง บริษัท รุ่งรุจี ซัพพลาย จำกัด เป็นจำเลยที่1กับพวกรวม2คน โดยมี นางนุ้ย พรมราช เป็นจำเลยที่2

โดยในเนื้อหาจากเอกสารสำนวนฟ้อง พบว่าเป็นความผิด เกี่ยวกับ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม และละเมิด เนื่องจากนางนุ้ย จำเลยที่2ได้มีการเปิดกิจการในชื่อบริษัท บริษัท รุ่งรุจี ซัพพลาย จำกัด และมีชื่อเป็นผู้ชำระบัญชีมีสำนักงานที่ตั้งอยู่เลขที่15หมู่1ต.เขาเพิ่ม อ.บ้านนา จ.นครนายกและอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสรรพากรพื้นที่นครนายก

 แต่ในการเปิดกิจการประกอบธุรกิจของบริษัท รุ่งรุจี ซัพพลาย จำกัด ที่มีการจดทะเบียน นิติบุคคล ตั้งแต่วันที่24ธันวาคม2556เพื่อประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องเขียน แบบพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์ โดย นางนุ้ย พรมราช เป็นเป็นกรรมการผู้มีอำนาจแทนจนกระทั่งมีการตรวจสอบพบว่า ทางบริษัทได้เคยยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุด1มกราคม2557 31กรกฎาคม2557มีการแสดงรายได้จากการประกอบกิจการมากกว่า36ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นรายได้เกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อม ตามกฎหมาย หรือมีรายได้เกิน1.8ล้านบาท ต่อปี จะต้องมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 

พร้อมยื่นแบบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แต่ไม่มีการดำเนินการ และยังตรวจสอบพบว่า ทางบริษัทมีการยื่นแจ้งเปลี่ยนที่อยู่สำนักงาน อันเป็นเท็จ เพื่อเลี่ยงการชำระภาษี และมีการแจ้งขอยกเลิกจดทะเบียนบริษัท เมื่อ22กันยายน2557ซึ่งได้ทำคำขอจดทะเบียนโดยมีกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวคือ นางนุ้ย พรมราช ตามกฎหมายทำให้มีการยื่นฟ้องร้องเรียกเก็บภาษี รวมถึงเบี้ยปรับ รวมเป็นเงิน กว่า11ล้าน8แสนบาทซึ่งในเอกสารได้ระบุ วันนัดสืบพยาน ไกล่เกลี่ย วันที่23เมษายน2561

 ภายหลังได้รับเอกสาร นางนุ้ย พรมราช อายุ57ปี พร้อมด้วย สามี คือ นายทองคำ จิตค้า อายุ59ปีจึงได้นำเอกสาร ไปปรึกษาขอความช่วยเหลือ จาก นายทองม้วน กุลจู อายุ66ปี ประธานสภา องค์การบริหารส่วนตำบลพระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนมเพื่อหาทางช่วยเหลือ พร้อมได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หลักศิลา และเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครพนมเพื่อขอความช่วยเหลือ และขอความเป็นธรรม เนื่องจากเป็นคนฐานะยากจน ไม่มีเงินไม่มีรายได้ และไม่เคยมีกิจการ ตามเอกสารมาก่อน แต่มีความกังวลในเรื่องของคดี จึงออกมาเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหาทางช่วยเหลือ เชื่อว่าถูกหลอกนำเอกสารไปดำเนินธุรกิจ 

โดย นางนุ้ย พรมราช อายุ57ปี กล่าวว่า ปัญหาสรรพากรเรียกเก็บภาษี เชื่อว่าจะมีส่วนมาจาก กรณีที่มีคนรู้จักในหมู่บ้าน เป็นเครือญาติ ได้มาติดต่อเอกสารบัตรประชาชนไปทำประกัน ตนจึงนำสำเนาไปให้ แต่ไม่ได้เซ็นเอกสาร หรือเซ็นอะไรสักอย่าง เพราะตนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ และไม่มีความรู้ ทำอาชีพหาเช้ากินค่ำ รับจ้างทั่วไปวันละ100 -200บาท แถมต้องมีภาระเลี้ยงดูสามี ที่ป่วยเป็นหอบหืด โรคเก๊าท์  ทำงานไม่ได้ และไม่มีลูก ยากจนดิ้นรนมากว่า30ปี ที่อาศัยอยู่ด้วยกันมาถึงช่วงปี2559 - 2560เคยมีเอกสารมา2ครั้ง เป็นของกรมสรรพากร เรียกเก็บภาษีประมาณ9ล้านบาท จึงได้ไปร้องทุกข์ไว้ที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.นครพนม เพื่อขอความช่วยเหลือ และให้ตรวจสอบ และได้เงียบไป ตนไม่ได้สนใจ คิดว่าไม่มีอะไร เพราะไม่ได้ไปทำผิดอะไร 

จนมาล่าสุดมีหมายศาลถูกฟ้องร้องให้ชำระภาษีเงินสูงกว่า11ล้านบาท พอนำเอกสารไปให้เพื่อนบ้านดู แทบเป็นลม เพราะยอดเงินสูงมาก แค่เงินหลักพันยังหายาก มาเจอ11ล้านบาทตกใจมาก แต่คิดย้อนหลังเชื่อว่ามาจากเอกสารที่เคยถ่ายสำเนาบัตรประชาชนให้ญาติ อ้างนำไปทำประกัน เชื่อว่านำไปทำธุรกิจ ทำให้เกิดปัญหาตามมาและเคยไปต่อว่าแต่ไม่มีใครสนใจมาเที่ยวนี้เดือดร้อนมากอยากให้หน่วยงานช่วยเหลือ เพราะลำพังแต่ละวันยังไม่มีกิจ ถ้าจะต้องไปขึ้นศาลที่ กทม.หรือไปติดต่อกับหน่วยงานคงแย่แน่ อยากให้เร่งช่วยเหลือด้วย

 ส่วน นายทองม้วน กุลจู อายุ 66 ปี ประธานสภา องค์การบริหารส่วนตำบลพระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม กล่าวว่า ตนในฐานะเพื่อนบ้าน และเป็นผู้นำท้องถิ่น หลังทราบข่าวได้มาตรวจสอบ รวมรวมเอกสาร พาไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้ รวมถึงร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ไปจนถึงยุติธรรมจังหวัด ยืนยันว่า นางนุ้ย พรมราช ไม่เคยไปทำกิจการใหญ่โตแน่นอน ที่มาอาจเป็นเรื่องของการนำเอกสารไปดำเนินการจึงอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหาทางดูแลช่วยเหลือ เพราะน่าสงสาร หาเช้ากินค่ำ ยิ่งมีเรื่อง ทั้งกังวล หวาดวิตกแทบไม่ได้กินไม่ได้นอน เพราะถูกฟ้องเรียกเก็บภาษีมากกว่า11ล้านบาทจึงอยากให้หาทางช่วยเหลือ ไม่อยากให้ทั้ง2คน ต้องเดือดร้อนไปวิ่งเต้น ชี้แจง เพราะลำพังทุกวันหาเงินซื้อข้าวกินยังลำบาก ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีกหากเป็นไปได้อยากให้หน่วยงานลงพื้นที่มาตรวจสอบช่วยเหลือ เพราะทุกวันนี้ต้องหาค่าเดินทางไปติดต่อกับทางหน่วยงาน มีเพียงชาวบ้านที่สงสารช่วยเหลือ วอนขอความเป็นธรรมด้วย

ข่าวล่าสุด