หญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายรายล่าสุด คือ คุณธนิตา จิรพณิช อายุ 35 ปี เป็นนางแบบและนักแสดงอิสระ เธอร้องทุกข์เข้ามาที่ "ล่าความจริง" จากนั้นทีมข่าวฯจึงได้ประสานไปยัง "ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" เพื่อให้คุณธนิตายื่นหลักฐานต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่
คุณธนิตา บอกว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีที่แล้ว มีบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง โทรศัพท์เข้ามาหา แจ้งว่ามีหมายศาล 1 ฉบับ เป็นคดีที่เธอเคยไปกู้สินเชื่อรถยนต์ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงแนะนำให้ไปแจ้งความ จากนั้นมีการโอนสายให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่อีกหลายคน และสอบถามข้อมูลบัตรประชาชน กองทุนเงินฝาก เลขที่บัญชีธนาคาร และข้อมูลบัตรเครดิต ตลอดจนรูปพรรณสัณฐาน จังหวะนั้นเธอไม่มีความสงสัยว่าจะเป็นแก๊งมิจฉาชีพ เพราะได้เช็คหมายเลขโทรศัพท์ย้อนกลับไปแล้ว ว่าเป็นเบอร์ของหน่วยงานรัฐตามที่อ้างจริงๆ
หลังจากนั้น ราววันที่ 4 มกราคม ธนาคารแจ้งมาว่าพบการโอนเงินผิดปกติ จึงตรวจสอบกลับไป พบว่าเงินในบัญชีหายไป และเงินในกองทุนก็ถูกขายไปด้วย ทั้งยังพบว่ามีการโอนเงินต่อเนื่องหลายสิบครั้ง โอนตั้งแต่ 500 บาท ถึง 1 แสนบาท รวมทั้งการโอนเงินออกนอกประเทศ จึงเชื่อว่าถูกแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์สวมรอยโอนเงินออกจากบัญชีทั้งหมด จึงแจ้งความไว้ที่ สน.ห้วยขวาง เพื่อให้ตำรวจติดตามจับกุมคนร้าย
คุณธนิตา ยังบอกด้วยว่า อยากให้ธนาคารออกมาชี้แจงเรื่องการขายกองทุน และการโอนเงิน ว่าทำได้อย่างไร ในเมื่อเธอไม่ได้เป็นผู้โอนเงิน และปกติตนเองไม่เคยทำธุรกรรมผ่านแอพลิเคชั่นเลย จะทำหน้าเคาท์เตอร์ธนาคารทุกครั้ง
"ล่าความจริง" ได้สอบถามไปยังธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ได้ข้อมูลตรงกันว่า การทำธุรกรรมการเงินทางอินเตอร์เน็ต จะมีรหัสประจำตัวของผู้ทำธุรกรรม จึงมีความเป็นไปได้ว่าแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์หลอกให้ผู้เสียหายบอกรหัสด้วย หรือไม่ก็นำข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายทั้งหมด ไปขอเปิดรหัส และโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตออกไป
ขณะที่ พันตำรวจโท เขมรินทร์ พิศมัย รองผู้กำกับการสืบสวน สน.ห้วยขวาง ในฐานะหัวหน้าศูนย์คอลล์เซ็ลเตอร์ ให้ข้อมูลว่า กรณีนี้เป็นรูปแบบการหลอกลวงรูปแบบใหม่ โดยจะใช้วิธีการขอเลข OTP หรือ One Time Password หรือ "ชุดรหัสผ่านใช้ครั้งเดียว" ที่สร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตจากผู้เสียหาย เพื่อนำไปสืบหาข้อมูลเส้นทางการเงิน ข้อมูลจากการสืบสวนทราบว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา แก๊งคอลล์เซ็นเตอร์เปลี่ยนมาใช้วิธีนี้มากขึ้น ฉะนั้นจึงขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชน ว่าไม่ควรให้ข้อมูลทางธุรกรรมการเงินกับคนแปลกหน้าอย่างเด็ดขาด
นี่คือความน่ากลัวของแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ ที่ปรับเปลี่ยนวิธีการหลอกลวงตามกระแสความนิยมของประชาชนที่ใช้การโอนเงินออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ใช้วิธีเลือกเหยื่อที่มีข้อมูลสาธารณะบนโลกออนไลน์ เพราะง่ายต่อการเข้าไปส่องข้อมูล