ประเด็นที่เป็นเงื่อนแง่ของกฎหมายถูกพูดถึงมากขึ้น หลังจาก "หมวดจรูญ" ทำท่าจะกลายเป็นผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์หล่นหาย และรับของโจร ตามที่ตำรวจภูธรภาค 7 เตรียมแจ้งข้อหา ซึ่งค่อนข้างจะสวนทางความรู้สึกของผู้คนในสังคมที่ค่อนข้างจะโน้มเอียงเชื่อคำพูดของหมวดจรูญมากกว่าครูปรีชา
เมื่อคืนวาน มีการแชร์ข้อความในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง อ้างว่าเป็น "คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีล็อตเตอรี่" ของอัยการสูงสุด โดยให้เหตุผลสรุปว่า ล็อตเตอรี่ไม่ใช่ทรัพย์มีทะเบียน ผู้ครอบครองย่อมเป็นเจ้าของ การซื้อก็ไม่ต้องลงชื่อจองเหมือนซื้อหุ้นสหกรณ์ หรือจองโรงแรม ทำให้ระบุตัวผู้ซื้อและผู้ขายได้ยาก ซื้อแล้วยังแบ่งขายคนอื่นได้อีก ฉะนั้นหากผู้ซื้อทำหาย แล้วไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่า ผู้ครอบครองที่นำสลากไปขึ้นเงิน ได้มาโดยมิชอบ (เช่น เก็บได้ หรือขโมยมา) ผู้ครอบครองสลากที่นำสลากไปขึ้นเงินจึงมีสิทธิ์ดีกว่า เพราะด้านหลังสลากก็มีคำเตือนไว้ว่า "จะจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ครอบครองสลากเท่านั้น"จากข้อความที่แชร์กันนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า เป็นการแชร์เพื่อช่วยหมวดจรูญหรือไม่ เพราะเป็นคนที่นำสลากไปขึ้นเงิน และยังมีคำถามว่า คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการสูงสุดกรณีนี้มีจริงหรือไม่ ซึ่งล่าความจริงได้สอบถามไปยัง คุณโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ความว่าเป็นคำสั่งของอัยการสูงสุดในอดีตจริง แต่ใช้เป็นบรรทัดฐานไม่ได้ เพราะคดีหวย เคยมีการฟ้องไปถึงชั้นศาลหลายคดี และศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ไม่ได้หมายความว่า "คนที่่นำสลากไปขึ้นเงิน" จะมีสิทธิ์ดีกว่า "คนซื้อแล้วทำหาย" เสมอไป ประเด็นคือต้องมีหลักฐานมายืนยันให้ได้ว่า ตนทำหายจริง และคนที่นำสลากไปขึ้นเงินเก็บสลากของตนไปจริง
"ล่าความจริง" ได้ข้อมูลจากท่านรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และค้นข้อมูลเพิ่มเติมว่า เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อปี 08 ตัดสินว่า ผู้ที่ซื้อสลากจริงแล้วทำหาย มีสิทธิ์ดีกว่าคนที่เก็บสลากได้ เพราะคนเก็บของหาย ไม่ใช่เจ้าของ แม้เอาไปขายต่อ แล้วคนซื้อต่อ ซื้อโดยสุจริต ก็ไม่มีสิทธิ์ดีกว่าคนทำหายในตอนแรก
ขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อปี 30 ระบุว่า เงื่อนไขด้านหลังสลาก ที่บอกว่าจะจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ถือสลากนั้น เขียนไว้เพื่อจ่ายเงินให้เจ้าของสลากที่แท้จริง ป้องกันผู้ทุจริตแอบอ้างมารับเงินรางวัล ไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะไม่จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ถูกรางวัลที่ทำสลากหายไปนี่คือคำพิพากษาศาลฎีกาในอดีตที่ "ล่าความจริง" สรุปมาให้ฟังง่ายๆ ซึ่งข้อเท็จจริงและคำตัดสินก็สวนทาง "คำสั่งไม่ฟ้อง" ของอัยการสูงสุดที่มีการแชร์กัน เพราะข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ฉะนั้นคดีลักษณะนี้จึงคาดเดาผลล่วงหน้า หรือมีธงไม่ได้ ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานเท่านั้น โดยรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดย้ำว่า "อัยการจะพิจารณาจากพยานหลักฐาน ไม่ใช่กระแสโซเชียลฯ"สำหรับคดีหวยอลวน ระหว่าง "หมวดจรูญ กับ ครูปรีชา" ขณะนี้ยังอยู่ในชั้นสอบสวนเท่านั้น และยังมีการโอนสำนวนไปที่กองปราบปรามด้วย กองปราบก็ต้องสอบพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจจะสรุปแบบเดียวกับตำรวจภูธรภาค 7 คือแจ้งข้อหาหมวดจรูญ หรืออาจสรุปคนละแบบ คือไม่แจ้งข้อหาเลยก็ได้ ถ้ามองว่าพยานหลักฐานของครูปรีชาอ่อน เอาผิดไม่ได้ คดีนี้ยังไม่ถึงชั้นอัยการและศาล ต้องรอให้กองปราบสรุปสำนวนพร้อมความเห็น "ควรฟ้อง" หรือ "ไม่ควรฟ้อง" หมวดจรูญก่อน จึงจะถึงขั้นตอนที่อัยการจะพิจารณาต่อไป