เนชั่นทีวี

ข่าว

"ยาย" ยื่นหนังสือขอคุ้มครองเพราะถูกตำรวจข่มขู่

26 ม.ค. 2561 |

"ยาย" ยื่นหนังสือขอคุ้มครองเพราะถูกตำรวจข่มขู่

สุราษฎร์ธานี นางบุญพา มีเดช อายุ 85 ปี บุกศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดและผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 45 ขอความเป็นธรรมและคุ้มครองความปลอดภัย ถูกนายตำรวจยศร.ต.อ.ข่มขู่เอาชีวิต

(26 ม.ค.61) ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี นางบุญพา (พุฒ) มีเดช อายุ 85 ปี อยู่บ้านเลขที่ 112/103หมู่ที่ 18 ต.ประสงค์ อำเภอท่าชนะ ได้เข้ายื่นหนังสืองนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

และยื่นหนังสือต่อพล.ต. มโนช จันทร์คีรี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 45 และยื่นหนังสือต่อพล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อขอความเป็นธรรมและขอการคุ้มครองความปลอดภัย จากเหตุนายตำรวจยศร้อยตำรวจโทสังกัด สภ.ท่าชนะใช้อำนาจในหน้าที่โดยใช้อาวุธปืนข่มขู่เอาชีวิต

หลังนายตำรวจคนดังกล่าวนำครอบครัวบุกเข้ายึดที่สวนยาง/ทุเรียน/ปาล์มน้ำมัน ที่กำลังให้ผลผลิตจำนวน 33 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของนางบุญพาที่สร้างมากับมือมูลค่าเมื่อ10ปีก่อน 4ล้าน 7 แสนบาท

ซึ่งนางบุญพาพยายามขอร้องให้ออกจากพื้นที่แต่ไม่เป็นผลจนมีเหตุให้มีปากเสียงกัน และหลังจากที่มีปากเสียงกันนางบุญพาถูกคนร้ายจำนวน 3 คนบุกเข้าปล้นบ้าน ทำร้ายร่างกายจนได้บาดเจ็บสาหัส คนร้ายฉกเงินสดไป 750,000 สร้อยคอทองคำหนัก 6 บาท

นางบุญพา จึงขอให้ผู้นำ 3 หน่วยงานดังกล่าวช่วยดำเนินการให้นำนายตำรวจพร้อมครอบครัวออกจากพื้นที่สวนของตนเอง และขอให้ผู้บังคับบัญชาย้ายนายตำรวจคนดังกล่าวออกจากอำเภอท่าชนะ และขอกำลังคุ้มครองดูแลความปลอด เนื่องจากตนเป็นคนแก่อยู่บ้านเพียงลำพัง

 ส่วนสาเหตุที่นางบุญพาได้รู้จักกับนายตำรวจคนดังกล่าวเนื่องจาก เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2553 นายตำรวจคนดังกล่าวเข้ามาตีสนิทสร้างความคุ้นเคยกันเปรียบเสมือนญาติสนิท และขอยืมเงินสดนางบุญพาติดต่อกันหลายครั้งเป็นจำนวนเงินหลายแสนบาทโดยที่ไม่ได้ทำสัญญาและไม่เคยได้รับคืนเลย

ต่อมาประมาณ ปีพ.ศ.2557 นายตำรวจคนนนี้ได้ขอพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวในสวนดังกล่าว นางบุญพาเห็นว่าเป็นตำรวจมีทั้งยศฐาบรรดาศักดิ์เป็นถึงนายตำรวจ ประกอบกับในช่วงนั้นนายตำรวจคนนี้ประสบปัญหาขาดทุนจากการเลี้ยงกุ้ง จึงได้อนุญาต

หลังจากนั้นนายตำรวจคนนี้ได้นำครอบครัวมาปลูกพืชผักสวนครัวในร่องต้นปาล์มน้ำมันและขอเข้าไปดูแลปรับปรุงดูแลต้นทุเรียนอายุกว่า 10 ปี จำนวนกว่า 100 ต้นที่กำลังให้ผลผลิต โดยมีข้อตกลงว่าหักค่าต้นทุนแล้วแบ่งครึ่ง โดยไม่ได้ทำสัญญา ในปีแรกที่เก็บผลผลิต ได้นำเงินให้นางบุญพาจำนวน 15,000 บาทมาให้ และให้เพียงครั้งเดียวจากที่ขายผลผลิต 4 ปี จากปกติที่นางบุญพามีรายได้จากสวนนี้ประมาณปีละ 30,000 - 40,000 บาท

 เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ. 2560 ตำรวจคนนี้ได้นำคนงานเข้ามาในพื้นที่สวนหมู่ที่ 13 เพื่อดำเนินการตัดโค่นต้นปาล์มน้ำมันทิ้ง อ้างว่าจะทำการปลูกต้นมะนาว โดยมิได้บอกกล่าว นางบุญพาจึงได้ไปต่อว่าและขอให้ยุติการกระทำดังกล่าวหากฝ่าฝืนจะมีการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกทำลายทรัพย์สิน จึงสร้างความไม่พอใจแก่นายตำรวจคนนี้ยิ่งนักแต่ก็ยอมออกจากพื้นที่ไป

ต่อมาประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน 2560 ได้นำครอบครัวบุกรุกเข้าไปยึดครองพื้นที่สวนดังกล่าวและอ้างเป็นของตนเองทันที ตนได้ร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมอำเภอท่าชนะตามคำแนะนำของผู้ใหญ่บ้านแต่เรื่องไม่มีความคืบหน้าหลังจากมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินกับตำรวจคนนี้แล้ว เมื่อเดือนกลางธันวาคมมีคนร้ายจำนวน 3 คนบุกเข้ามาปล้นบ้าน ทันที

พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผู้บังการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีกล่าวว่า ในเบื้องต้นได้รับเรื่องร้องทุกข์ของผู้เสียหายไว้แล้วสั่งการให้ พ.ต.อ.ทักษิณ ศิริโภคพัฒน์ ผกก.สภ.ท่าชนะ เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง พร้อมให้จัดเจ้าหน้าที่เข้าคุ้มครองดูแลความปลอดภัย และให้ตรวจข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันแล้วรายงายมายังตน หากผลการตรวจสอบพบว่ามีมูลความจริงจะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา ซึ่งในเบื้องตนจะมีคำสั่งให้นายตำรวจที่ถูกกล่าวหามาช่วยราชการที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปพลางๆก่อนเพื่อรอขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริง

ข่าวล่าสุด