คำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ฉบับนี้ สรุปสาระสำคัญง่ายๆ ได้ 2 ประการ ก็คือ
หนึ่ง อำนวยความสะดวกให้กับพรรคการเมืองที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างเงื่อนไขยุ่งยากให้พรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม ด้วยการ "รีเซตสมาชิกพรรค" โดยอ้างเหตุผลเรื่อง "ความเท่าเทียม" ไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน
ถามว่ารีเซตอย่างไร? คำตอบก็คือให้สมาชิกพรรคการเมืองเก่า เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย หากสมาชิกพรรคคนใดยังยืนยันว่าจะเป็นสมาชิกพรรคเดิมต่อไป ก็ต้องแสดงเจตนารมณ์ โดยทำเป็น "หนังสือ" ยืนยันไปที่พรรค แถมให้ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองตามกฎหมายใหม่ภายใน 30 วันอีกด้วย
ความยากของเรื่องนี้ก็คือ การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของคนไทยนั้น ส่วนใหญ่พรรคเป็นฝ่ายจัดการ เพราะคนไทยไม่ชอบความยุ่งยาก แค่สมัครเป็นสมาชิกพรรคและจ่ายค่าบำรุงปีละไม่กี่สิบบาท ยังหาคนทำยากเต็มที แล้วจะมีสักกี่คนที่จะยอมเสียเวลาทำหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกพรรค นอกจากพวก" แฟนคลับ" ตัวจริง
ขณะที่พรรคการเมืองที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นใหม่ จะมีความได้เปรียบตรงที่สามารถดำเนินการหาสมาชิกและยื่นจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองได้ก่อนพรรคเก่าเป็นเวลา 1 เดือน คือเริ่มต้นวันที่ 1 มีนาคม 2561 ขณะที่พรรคเก่าจะขยับทำเรื่องสมาชิกพรรคได้ ต้องรอถึงวันที่ 1 เมษายน
สอง พรรคการเมืองทุกพรรคจะจัด "ประชุมใหญ่" ได้ เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น จัดทำนโยบายพรรค คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง เลือกกรรมการบริหารพรรค ตลอดจนตั้งสาขาและหัวหน้าสาขาพรรค ก็ต่อเมื่อ "คสช.ปลดล็อค" คือ "ยกเลิก" ประกาศและคำสั่งหัวหน้าคสช. 2 ฉบับที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม คือ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ซึ่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม และห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน
ถามว่าการ "ปลดล็อค" จะเกิดเมื่อใด? คำตอบก็คือ เมื่อกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลใช้บังคับ แต่มี "เงื่อนไขใหม่" ก็คือ คณะรัฐมนตรีต้องแจ้งไปยัง คสช.ให้พิจารณา "แก้ไขเพิ่มเติม" หรือ "ยกเลิก" ประกาศและคำสั่งหัวหน้าคสช.ทั้ง 2 ฉบับที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมเสียก่อน
คำที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือ คสช.มีอำนาจ "แก้ไขเพิ่มเติม" ประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช.ทั้ง 2 ฉบับนั้นก็ได้ / ไม่จำเป็นต้อง "ยกเลิก" / ทั้งๆ ที่เงื่อนไขการจัดประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง คือต้อง "ยกเลิก" ประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช. 2 ฉบับนี้เท่านั้น / ฉะนั้นถ้า คสช.เลือก "แก้ไขเพิ่มเติม" ประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช.ทั้ง 2 ฉบับ โดยไม่ "ยกเลิก" พรรคการเมืองก็ยังประชุมใหญ่ไม่ได้ใช่หรือไม่
แถมยังเพิ่มขั้นตอนการประชุมร่วมกันระหว่างคณะรัฐมนตรี กับ คสช. เพื่อจัดทำ "แผนและขั้นตอนการดำเนินการทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง" ขึ้นมาอีก โดยสามารถดึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาร่วมวงหารือได้
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 กำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 150 วันนับตั้งแต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ซึ่งฉบับสุดท้ายคาดว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. แต่ถ้าพรรคการเมืองยังประชุมไม่ได้ หรือหากประชุมได้ ก็ต้องดำเนินการเรื่องยากๆ หลายเรื่องภายในกรอบเวลา 90 วัน พรรคการเมืองก็จะเหลือเวลาอีกเพียง 60 วันเท่านั้นสำหรับการหาเสียง หาคะแนน แล้วจะทำทันได้อย่างไร
สุดท้ายเงื่อนไขเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหา และ คสช.ก็ "ขุดบ่อล่อปลา" เอาไว้แล้ว นั่นก็คือกลไกการจัดทำ "แผนและขั้นตอนการเลือกตั้ง" ที่ คสช.จะเป็น "แม่งาน" ดึงทุกฝ่ายมาร่วมหารือ แน่นอนว่าเมื่อกลไกนี้ทำงาน โรดแมพเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายนปีหน้าตามที่นายกฯลุงตู่เคยประกาศเอาไว้ ก็จะถูกล้มและเลื่อนออกไป
"ตัวเล่น" ของ คสช.ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะต้องไม่ลืมว่ายังมี "คนการเมือง" ออกมาเคลื่อนไหวให้แก้กฎหมายพรรคการเมืองโดยผ่านกระบวนการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.อีกด้วย นั่นก็คือ ไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้เตรียมการก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป และ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. ซึ่งทั้งสองคนนี้ประกาศชัดตรงกันมานานแล้วว่า ต้องการสนับสนุน "บิ๊กตู่" เป็นนายกรัฐมนตรีอีก 1 สมัย
ปัจจุบันข้อเรียกร้องให้แก้กฎหมายพรรคการเมือง ถูกส่งไปที่ สนช. และทางฝั่ง สนช.ก็ยังไม่ได้ตีตกไป จึงมีความเป็นไปได้ทุกเมื่อที่จะแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองโดยใช้กลไกของสภาฯ โดยเฉพาะประเด็น "ไพรมารี่โหวต" ซึ่งกลุ่มผู้สนับสนุน คสช.เรียกร้องให้บัญญัติไว้ในกฎหมายเอง แต่ปัจจุบันกลับมองว่ายุ่งยาก และเสนอขอแก้ไขกฎหมาย หรือไม่ก็ให้ คสช.ใช้อำนาจพิเศษ งดเว้นการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับ "ไพรมารี่โหวต" เอาไว้ชั่วคราวก่อน
เมื่อย้อนมองเรื่องราวของการปลดล็อคทางการเมือง จะเห็นได้ว่าต้นเหตุของปัญหามาจาก คสช.เองที่ยังไม่ยอม "ปลดล็อค" หรือ "คลายล็อค" อย่างแท้จริง จากนั้นก็มีกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนายกฯลุงตู่ ออกมาเล่นบท "ลูกคู่" ให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง ทำให้ คสช.ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ซึ่งแทนที่จะเป็นการ "คลายล็อค" กลับกลายเป็นการ "เสริมล็อค" ให้แน่นยิ่งกว่าเก่า
นี่คือ "เหลี่ยมคู" ทางการเมืองของ คสช.ที่ใช้กระบวนการตรากฎหมายและอำนาจพิเศษของตน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและการสืบทอดอำนาจ โดยมีบรรดา "ลูกคู่" ในฐานะว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง คอยสนับสนุนและเดินเกมสร้างกระแสให้สังคมหลงเหลี่ยม คสช.