ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงแผนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งมานานเกือบ 1 ปี ที่ให้ภาพของโลกที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับ 2 มหาอำนาจ ที่ดำเนินนโยบายโดยมุ่งไปที่การขยายอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย ที่พยายามจะจัดระเบียบโลกใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ การเผชิญรัฐอันธพาลอย่างอิหร่านและเกาหลีเหนือ ที่พยายามครอบครองอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูง ที่สั่นคลอนความมั่นคงของโลก และการก่อการร้ายและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ
แต่ในขณะที่ในแผนยุทธศาสตร์ ความยาว 55 หน้า ระบุรายละเอียดของการรับมือความทะเยอทะยานเพื่อความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีน กลับแทบไม่มีรายละเอียดการรับมือสงครามไซเบอร์ หรือ สงครามสารสนเทศ ที่เป็นเทคนิคที่ถูกระบุว่า รัสเซียนำมาเพื่อใช้เพื่อพยายามเข้าไปมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2016, ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ในประเด็นยึดคาบสมุทรไครเมีย, ความพยายามบั่นทอนเสถียรภาพของยูเครน หรือการละเมิดสนธิสัญญาควบคุมอาวุธ ปี 1987
เพียงแต่ระบุโดยรวมว่า จีนกับรัสเซียมุ่งมั่นที่จะลดทอนเสรีภาพและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อขยายการเติบโตทางทหาร, ควบคุมข้อมูลข่าวสารเพื่อกำราบการเคลื่อนไหวทางสังคมและขยายอิทธิพลของตัวเอง
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ ระบุว่า ยุทธศาสตร์นี้มาจากคำปราศรัยในช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี, การเยือนยุโรป, เอเชียและเวทีสหประชาชาติ ทั้งยังเป็นการเน้นย้ำพันธกิจของสหรัฐฯ ที่มีต่อประเทศพันธมิตร แต่นักวิเคราะห์บางคน มองว่า เป็นการมุ่งเน้นปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ภายใต้นโยบาย "America First" มากเกินไป ซึ่งจะกลายเป็นการสร้างศัตรูมากกว่ามิตร และไม่มีประเทศไหนอยากทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ เพราะเกรงจะถูกเอาเปรียบ ที่จะส่งผลต่อบทบาทของสหรัฐฯ บนเวทีโลก
ในด้านการทหาร ทรัมป์ได้ให้คำมั่นว่า จะรักษาสันติภาพด้วยแสนยานุภาพทางทหาร โดยจะสร้างกองทัพสหรัฐฯให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง พร้อมเรียกร้องให้ออสเตรเลียญี่ปุ่นและอินเดีย ร่วมมือกับสหรัฐฯต่อไป เพื่อสร้างหลักประกันว่า น่านน้ำในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จะเป็นน่านน้ำเปิดและสามารถเดินเรือได้อย่างเสรี เพื่อคานอำนาจกับจีนที่เข้ามาขยายอิทธิพลในภูมิภาคนี้ และนับเป็นยุทธศาสตร์ที่ตรงกันข้ามกับของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่เน้นการเจรจาทางการทูตเป็นหลักอย่างสิ้นเชิง