"วิระชัย"เรียกสอบทนาย ผู้รับมอบอำนาจคดี ครูจอมทรัพย์ พบ 12,14 ธ.ค.60
10 ธ.ค. 2560 | nation_ent

"วิระชัย"เผยเรียกสอบทนาย-ผู้รับมอบอำนาจคดีครูจอมทรัพย์มาพบภายใน12และ14ธ.ค.นี้เร่งสอบจนท.ดีเอสไอเพิ่มอีก2รายยัน!!มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีเเน่นอน
ข่าว
10 ธ.ค. 2560 | nation_ent

"วิระชัย"เผยเรียกสอบทนาย-ผู้รับมอบอำนาจคดีครูจอมทรัพย์มาพบภายใน12และ14ธ.ค.นี้เร่งสอบจนท.ดีเอสไอเพิ่มอีก2รายยัน!!มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีเเน่นอน
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 10 ธันวาคม ที่ห้องแถลงข่าว ตร. ชั้น1 อาคาร1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รรท.รองผบ.ตร /โฆษก ตร. แถลงความคืบหน้าคดีครูจอมทรัพย์ว่า คดีดังกล่าวได้แจ้งข้อหากับผู้ต้องหาไปแล้ว 9 คน และได้ออกหมายเรียกเพิ่มมารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 2 คนคือ นางสาววาสนา เพชรทอง หลานสาวนางจอมทรัพย์ที่ได้รับมอบอำนาจการยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานต่าง ๆ ขณะที่อีกคนที่ถูกออกหมายเรียกคือ นายธณัช สุขตลอดปี ทนายความที่ร่วมดำเนินการให้นายสับ วาปี รับผิดแทน โดยให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 12 และ 14 ธันวาคม นี้ ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 ศาลอุทรณ์ รับรื้อฟื้นคดี เนื่องจากมีการอ้างนายสับวาปีเป็นพยานหลักฐานใหม่ ต่อมา 17 มกราคม 2560 กระทรวงยุติธรรมให้ดีเอสไอคุ้มครองพยานในคดีนี้ทั้งหมด ดีเอสไอรับตัวนายสับวาปีไปจ.หนองคาย จากนั้นวันที่ 18 มกราคม 2560 ดีเอสไอพานายสับ วาปี ขึ้นเครื่องจากจ.อุดรธานีมาที่กรุงเทพฯ ถัดมาวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์2560 ดีเอสไอได้นำนางจอมทรัพย์ นายสุริยา และนายสับ เข้าเครื่องจับเท็จ โดยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 นายสับพูดว่าจะสารภาพความจริงต่อศาลว่าตนไม่ได้เป็นผู้ขับรถยนต์ชนรถจักรยานของนายเหลือจนเสียชีวิต แต่ได้รับการว่าจ้างจากนายสุริยาให้รับสมอ้างแทนนางจอมทรัพย์เป็นเงิน 5 แสนบาท นายสับจึงไม่ได้เข้าให้การต่อศาล โดยได้มีการอ้างหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้มีการส่งรถไปตรวจ 3 หน่วยงาน
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวต่อว่า ตำรวจไม่ทราบว่ามีผลการจับเท็จจนเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ดีเอสไอได้ส่งหนังสือรายงานผลการจับเท็จของบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้มายังตร. ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ.60 ดีเอสไอได้มีหนังสือถึงยธ.รายงานผลการตรวจพิสูจน์ด้วยเครื่องจับเท็จ 3 ราย ประกอบด้วย 1.นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หรือครูจอมทรัพย์ 2.นายสับ วาปี 3.นายสุริยา นวนเจริญ หรือนายอ๋อง เพื่อนำผลการจับเท็จประกอบการพิจารณารื้อฟื้นคดีอาญา มีผลดังนี้ 1.นางจอมทรัพย์ ยินยอมเข้ารับการจับเท็จด้วยความสมัครใจของตนเอง และเป็นผู้มีร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาพปกติ และให้การยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นคนขับรถชนจักรยาน ทำให้นายเหลือ คนขี่จักรยานเสียชีวิตที่อ.เรณูนคร จ.นครพนม เมื่อปีพ.ศ.2548 โดยขณะนั้นตัวเองอยู่ที่บ้านกับครองครัวที่จ.สกลนคร ไม่ได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ ผลการจับเท็จระบุว่า ไม่สามารถสรุปผลได้ เนื่องจากการตรวจวัดความต้านทานของกระแสไฟฟ้าของผิวหนังหรือการทำงานระบบเหงื่อของผู้รับการจับเท็จ ไม่สมบูรณ์เพียงพอ จึงไม่สามารถนำข้อมูลการตรวจวัดในส่วนดังกล่าวมาใช้ในการวิเคราะห์ และอ่านแปรผลกราฟในภาพรวมได้ จึงไม่สามารถมีความเห็นและสรุปผลการจับเท็จในครั้งนี้ได้
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวต่อว่า 2.นายสับ ยินยอมเข้ารับการจับเท็จด้วยความสมัครใจของตนเอง และเป็นผู้มีร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาพปกติโดยนายสับให้การยืนยันเกี่ยวกับประเด็นที่จะทำการตรวจพิสูจน์มีใจความสำคัญว่า เรื่องที่ตนเองออกมารับสารภาพว่าเป็นผู้ขับรถยนต์ชนนายเหลือเสียชีวิตนั้น เป็นความจริงทุกประการ ตนเองไม่ได้พูดโกหก และไม่ได้มีผู้ใดว่าจ้างให้ออกมารับสารภาพแต่อย่างใด ผลการจับเท็จระบุว่าพบปฏิกิริยาตอบสนองทางสรีระวิทยาที่สำคัญซึ่งบ่งชี้ว่าคำตอบเป็นเท็จจึงทำให้นายสับรับสารภาพความจริงว่าตามวันเวลาเกิดเหตุ ตนเองไม่ได้เป็นคนขับรถชนจักรยานในคดีนี้ และไม่ได้เดินทางไปสถานที่เกิดเหตุอ.เรณูนคร จ.นครพนมแต่อย่างใด เนื่องจากในวันเวลาเกิดเหตุนั้น ตนเองอยู่ในพื้นที่จ.มุกดาหาร แต่มีผู้ว่าจ้างให้ออกมารับสารภาพผิดแทนนางจอมทรัพย์ ด้วยเงิน 5 แสนบาท โดยให้การยืนยันว่า รถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน บค 56 มุกดาหาร เดิมอยู่ในความครอบครองของตนจริง แต่ก่อนเกิดเหตุ ได้ขายรถคันดังกล่าวไปให้กับ นายนิรันดร์ โทนแก้ว อดีตผู้ใหญ่บ้านนันทวัน ซึ่งเป็นญาติฝ่ายภรรยาของนายสับ ไปแล้วในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้จดทะเบียนโอนรถกัน ต่อมาภายหลังทราบว่านายนิรันดร์ ได้ขายรถดังกล่าวไปแล้ว เกี่ยวกับคดีของนางจอมทรัพย์ นายสับไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน แต่ต่อมาประมาณ ปี พ.ศ.2556 ได้มีนายวิจิตร หรือนายเพื่อน คำลือไชย ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ของนายสับ มาสอบถามเกี่ยวกับคดีดังกล่าว และแจ้งว่า ฝ่ายครูจอมทรัพย์ได้ไปสืบค้นข้อมูลจากสำนักงานขนส่ง เกี่ยวกับรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน บค 56 ที่มีอยู่ในจังหวัดนครพนม และจังหวัดใกล้เคียง จนพบว่ารถยนต์ต้องสงสัย ที่ชนคนตายในคดีนี้ คือ รถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว หมายเลขทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ซึ่งหลักฐานทางทะเบียนมี นายสับ วาปี เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้ นายวิจิตรยังได้บอกให้นายสับยอมรับสารภาพผิดแทนครูจอมทรัพย์เพราะมีหลักฐานหมดแล้ว โดยในครั้งแรกนายสับได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ขับรถชนในคดีนี้ เนื่องจาก ได้ขายรถไปแล้วก่อนเกิดเหตุ
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวอีกด้วยว่า นายสุริยา ยินยอมเข้ารับการจับเท็จด้วยความสมัครใจของตนเอง และเป็นผู้มีร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาพปกติ โดยนายสุริยาให้ถ้อยคำยืนยันเกี่ยวกับประเด็นที่จะทำการพิสูจน์มีใจความสำคัญว่า นายสับได้ออกมารับสารภาพด้วยตนเองว่าเป็นคนขับรถยนต์ชนนายเหลือ ซึ่งขี่จักรยานสวนทางมาเสียชีวิตที่อ.เรณูนคร จ.นครพนม เมื่อปีพ.ศ.2548 นายสุริยายืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นคนไปจัดหาหรือว่าจ้างให้นานสับออกมารับสารภาพผิดแทนนางจอมทรัพย์แต่อย่างใด ผลการจับเท็จพบปฏิกิริยาตอบสนองทางสรีระวิทยาที่สำคัญซึ่งบ่งชี้ว่าคำตอบเป็นเท็จ นายสุริยาจึงยอมรับสารภาพว่าตนเองได้ว่าจ้างนายสับด้วยเงิน 5 แสนบาท เพื่อให้นายสับรับสารภาพว่าเป็นคนขับรถชนคนตายในคดีนี้แทนนางจอมทรัพย์ โดยมีเงื่อนไขว่าจะจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้ เมื่อศาลรับฟ้อง หรือรื้อฟื้นคดีอาญาสำเร็จ
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า ครูอ๋องและครูจอมทรัพย์ มีความสัมพันธ์กัน โดยเข้าเรียนที่วิทยาลัยครูจอมบึงเช่นเดียวกัน และหลังจากจบการศึกษาแล้วยังได้บรรจุเป็นข้าราชการครูอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน จึงมีการติดต่อไปมาหาสู่และนัดเลี้ยงสังสรรค์กันอยู่เสมอ ครูจอมทรัพย์ ได้มาปรึกษาครูอ๋องเรื่องการต่อสู้คดีที่ครูจอมทรัพย์ ขับรถยนต์ชนนายเหลือ เสียชีวิต โดยครูจอมทรัพย์ยืนยันว่าไม่ได้ขับขี่รถยนต์ชนคนตายในคดีนี้ โดยเบื้องต้นครูจอมทรัพย์ได้ตรวจสอบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บค 56 ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร และจังหวัดใกล้เคียงแล้ว พบว่ามีหลายคัน โดยมีรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว คันหมายทะเบียน บค 56 มุกดาหาร มีนายสับ วาปี เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เป็นรถคันที่น่าสงสัยและใกล้เคียงกับรถครูจอมทรัพย์ที่สุด
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวอีกด้วยว่า ครูอ๋องและครูจอมทรัพย์ ได้ไปตรวจสอบรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน บค 56 มุกดาหาร เพิ่มเติมที่สำนักงานขนส่งจังหวัดมุกดาหาร พบว่า รถยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ต่อภาษีมาแล้ว 3 ปี โดยมีนายสับเป็นผู้ต่อภาษีครั้งสุดท้าย จึงทำให้ครูอ๋องเชื่อว่านายสับน่าจะเป็นคนขับรถชนคนตายในคดีนี้จริง ประกอบกับรถคันหมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ซึ่งเป็นของครูจอมทรัพย์ ไม่มีร่องรอยเฉี่ยวชน และมีพยานในที่เกิดเหตุให้การว่าผู้ขับรถชนคนตายในคดีนี้เป็นผู้ชาย นอกจากนี้ ครูจอมทรัพย์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของตนไม่น่าจะพูดโกหก จากนั้นครูอ๋องและครูจอมทรัพย์จึงไปขอตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของนายสับ จึงได้ทราบชื่อ ที่อยู่ และรูปถ่ายของนายสับ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องในคดีนี้ จึงไม่ได้ติดตามข้อมูลดังกล่าวเพิ่มเติมอีก ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทำให้ครูจอมทรัพย์ถูกคุมขังตามคำพิพากษา ครูจอมทรัพย์ ฯ จึงได้ขอให้ครูอ๋องสืบหาข้อมูลในคดีนี้แทน ซึ่งในขณะนั้นครูอ๋องเชื่อว่านายสับเป็นคนขับรถชนคนตายในคดีนี้
"ครูอ๋อง ได้ให้นายวิจิตร หรือนายเพื่อน คำลือไชย ซึ่งเป็นเพื่อนของครูอ๋องที่เคยติดต่อซื้อขายไม้กัน และเป็นญาติสนิทของนายสับ เข้าไปสอบถามนายสับ เกี่ยวกับคดีดังกล่าว ต่อมานายวิจิตรได้มาบอกครูอ๋องว่านายสับ ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนขับรถชนคนตายในคดีนี้จริง ครูอ๋องจึงขอร้องให้นายวิจิตรช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้นายสับออกมารับสารภาพ โดยจะมีค่าจ้างให้กับนายวิจิตร จำนวน 100,000 บาท แต่จะจ่ายให้เมื่อคดีเสร็จสิ้นแล้ว ต่อมาประมาณปลายปี พ.ศ.2556 นายวิจิตร ได้นัดนายสับและครูอ๋อง มาเจรจาตกลงกันที่บ้านของ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีความสนิทสนมกับนายวิจิตร เพื่อเป็นคนกลางในการเจรจาตกลงและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการเจรจาตกลง นายวิจิตร ได้ขอเพิ่มค่าจ้างเป็นเงิน 300,000 บาท สำหรับจ่ายให้กับนายสับและนายวิจิตร แต่ในวันดังกล่าวนายสุริยามีเงินสดของตนเองเพียง 100,000 บาท และไม่สามารถหาเงินเพิ่มเติมเพื่อจ่ายให้กับนายสับและนายวิจิตรได้ การเจรจาในวันดังกล่าวจึงไม่สามารถตกลงกันได้" พล.ต.อ.วิระชัย กล่าว โฆษกตร. กล่าวว่า พ.ต.ท.จิตต์ แนะนำว่าควรตกลงชดใช้ค่าเสียหายกับญาตผู้ตายให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งครูอ๋องได้เข้าเจรจากับญาติของผู้ตาย โดยญาติของผู้ตายเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 150,000 บาท และส่วนที่จะต้องจ่ายให้กับนายวิจิตรและนายสับเป็นเงินอีกจำนวน 300,000 บาท โดยครูอ๋องจ่ายให้หลังคดีเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วจึงได้นัดไปลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน ที่ สภ.เรณูนคร จ.นครพนม ในวันที่ 2 ธันวาคม2556 แต่เมื่อถึงวันนัดดังกล่าวนายสับกลับไม่ยอมไปและปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นคนขับรถชนในคดีนี้
นายสับได้พาครูอ๋องไปหานายนิรันดร์ โทนแก้ว อดีตผู้ใหญ่บ้านนันทวัน ซึ่งเป็นญาติฝ่ายภริยาของนายสับ เพื่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ซึ่งนายนิรันดร์ได้ขายต่อให้กับนายอุบล ไชยบัน ไปนานแล้ว จากนั้น ครูอ๋อง และนายนิรันดร์ จึงได้เดินทางไปบ้านนายอุบล ซึ่งนายอุบลจำไม่ได้ว่าซื้อมาเมื่อใด โดยรถมีสภาพเก่ามากและใช้งานไม่ได้ จึงต้องใช้รถลากมา และในภายหลังได้นำเครื่องยนต์รถไถ (คูโบต้า) มาใส่แทนเครื่องยนต์เดิมเพื่อให้พอใช้งานได้
โฆษกตร. กล่าวต่อว่า ครูอ๋องได้ให้ความช่วยเหลือนายสับหลายเรื่อง โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2548 ซึ่งเป็นช่วงที่นายสับถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาค้าไม้โดยผิดกฎหมาย ครูอ๋องได้ช่วยเหลือเงินค่าจ้างทนายความเป็นเงิน 10,000 บาท นอกจากนั้น ครูอ๋อง ยังช่วยจ่ายหนี้ที่นายสับค้างค่าผ่อนงวดรถไถอีกเป็นเงิน 60,000 บาท การที่ครูอ๋องได้ให้เงินช่วยเหลือนายสับดังกล่าว จึงทำให้นายสับใจอ่อนและยอมช่วยรับผิดแทนครูจอมทรัพย์ แต่นายวิจิตรและนายสับได้ขอเพิ่มเงินค่าจ้างเป็นเงิน 500,000 บาท โดยจะจ่ายหลังจากที่สามารถรื้อฟื้นคดีได้แล้ว ต่อมานายสับรู้สึกกลัวว่าจะติดคุก ครูอ๋องจึงได้ว่าจ้างให้นายประเสริฐ หรือเสริฐ ซึ่งเป็นลูกน้องที่ช่วยงานเลื่อยไม้ มาเป็นคนขับรถชนคนตายในคดีนี้แทนนายสับ โดยสร้างเรื่องขึ้นว่า นายเสริฐซื้อรถมาจากนายสับ แล้วขับรถไปชนคนตายในคดีนี้ โดยครูอ๋องว่าจ้างนายเสริฐ เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมยกรถจักรยานยนต์ให้อีก 1 คัน ต่อมาครูอ๋องจึงได้พานายสับและนายเสริฐไปที่ สภ.นาโดน จ.นครพนม
เพื่อลงบันทึกประจำวันเรื่องดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน แต่ระหว่างที่ พ.ต.ท.อดิศักดิ์ ชมศรีหาราช พนักงานสอบสวน กำลังพิมพ์บันทึกอยู่นั้น ครูอ๋องได้บอกกับ พ.ต.ท.อดิศักดิ์ว่านายสับเป็นคนกระทำผิดตัวจริง แต่นายสับกลับรู้สึกกลัว ไม่ยอมมาลงบันทึกประจำวันเพื่อรับสารภาพ จึงได้ให้นายเสริฐเป็นคนมาลงบันทึกประจำวันเพื่อรับผิดแทน เมื่อ พ.ต.ท.อดิศักดิ์ ทราบเรื่องจึงไม่ยอมลงบันทึกประจำวันดังกล่าวให้ เมื่อวันที่ 19 พฤาภาคม 2557 ครูอ๋องได้พานายสับเข้าพบกับ พ.ต.ท.อดิศักดิ์ ฯ อีกครั้ง และได้ลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานเพื่อแสดงว่านายสับได้ยอมรับสารภาพด้วยตนเองว่าเป็นคนขับรถชนคนตายในคดีนี้
สำหรับค่าเสียหายทางแพ่งที่ญาติผู้ตายเรียกร้องเอาจากครูจอมทรัพย์นั้น ครูอ๋องเห็นว่าเป็นเงินที่ต้องชดใช้ให้กับฝ่ายผู้ตายอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางคดี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ครูอ๋องจึงได้นำเงินของตนเอง จำนวน 170,000 บาท มอบให้กับนายสับ นำมายื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครพนมเข้ามาเป็นผู้ชำระค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทน แทนครูจอมทรัพย์ เพื่อใช้เป็นเหตุบรรเทาโทษให้กับนายสับเมื่อต้องถูกดำเนินคดี ครูอ๋องรู้สึกสำนึกผิดที่ได้ใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องในการไปจัดหาและตกลงว่าจ้างนายสับมารับสารภาพผิดแทนครูจอมทรัพย์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการรื้อฟื้นคดีอาญา ทั้ง ๆที่ในภายหลังได้รู้ความจริงว่านายสับไม่ใช่คนขับรถชนคนตายในคดีนี้
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวต่อว่า ประเด็นที่พนักงานสอบสวนกำลังพิจารณาอยู่ขณะนี้คือเมื่อนายสับสารภาพแล้วว่าไม่ได้เป็นคนขับรถชนกระบวนการดำเนินการในช่วงนั้นเป็นอย่างไร มีใครบ้างที่มาเกี่ยวข้อง มีใครบ้างที่กระทำการตามหน้าที่ครบถ้วนถูกต้องเพียงใด ซึ่งจะต้องประชุมกันต่อว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องในส่วนนี้คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะทราบผล ทั้งนี้ได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่เป็นคณะกรรมการ 2 ชุดที่ทำงานคุ้มครองพยานคดีนางจอมทรัพย์และมีส่วนในการรับคำร้องทุกข์ของนางจอมทรัพย์รวมแล้ว 14 คน ซึ่งได้สอบสวนไปแล้ว 12 คน ยังเหลืออีก 2 ปากที่จะต้องสอบปากคำ เมื่อครบถ้วนทั้ง 14 คนแล้ว จะสรุปว่าใครบ้างที่เข้าไปเกี่ยวข้องแต่มีคนเกี่ยวข้องแน่นอนซึ่งกำลังหาอยู่ว่าเป็นใคร
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คดีดังกล่าวต้องการหลักฐานใหม่ในการรื้อฟื้นคดี แต่มาพบว่านายสับไม่ได้เป็นคนขับรถชนแล้วมีการตัดนายสับออกจะมีเจตนาได้หรือไม่ พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า หากระเบียบของเขาไม่ได้เขียนว่าต้องปกป้องคุ้มครอง หรือทำหน้าที่ให้ผู้มาร้องขอความเป็นธรรมได้ดำเนินการตามที่ร้อง ก็จะไม่ผิด แต่หากบอกว่าให้กระทำในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ต้องดำเนินการสอบสวนดำรงความเป็นธรรมเหมือนพนักงานสอบสวนหรือตำรวจ ถ้าเป็นตำรวจทำแบบนี้ผิดแน่นอน ซึ่งจะต้องไปดูระเบียบปฏิบัติว่าเป็นอย่างไร ทั้งหมดที่สอบปากคำไปแล้วจะแจ้งข้อกล่าวหาได้หรือไม่นั้นต้องรอผลการประชุมในสัปดาห์หน้า ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากกว่า 90% แล้ว