หนึ่งในข้อสังเกตจากเวทีเสวนาที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อนำเสนอข้อสังเกตต่อการปฏิรูปตำรวจ มีแนวคิดว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะให้ "อัยการ" เข้ามามีส่วนช่วยในกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานก่อนนำคดีขึ้นสู่ศาล เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป กฎหมายเฉพาะทางมีหลายฉบับมากขึ้น การกระทำความผิดเพียงเรื่องเดียว อาจไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายมากมาย กฎระเบียบที่ใช้บังคับปลีกย่อยจึงแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาแบบเดิม
นอกจากการปิดช่องโหว่เรื่องความซับซ้อนของคดีแล้ว การเปิดให้อัยการเข้าร่วมในชั้นสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดการทำคดีโดยพนักงานสอบสวนเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งหมายถึงอาจมีอิทธิพลมืดต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะเมื่อผู้รับผิดชอบในการทำสำนวนคดีมีหลากหลายมากขึ้น การแทรกแซงจากอำนาจภายนอกย่อมทำได้ยาก
จริงๆ แล้วบ้านเรามีโมเดลที่ให้อัยการมีส่วนร่วมในกระบวนการสอบสวนตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แต่ใช้เฉพาะ "คดีพิเศษ" ตามกฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอ โดยอัยการจะเข้ามาทำงานร่วมกับพนักงานสอบวนตั้งแต่ต้นในเงื่อนไขที่ว่า คดีนั้นเข้าลักษณะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ หรือมีผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเป็นมติของคณะกรรมการคดีพิเศษ
ในเมื่อโมเดลนี้ได้รับการพิสูจน์แล้ว การปฏิรูปตำรวจที่กำลังดำเนินการกันอยู่ จึงอาจเดินหน้ามาถึงทางแยกสำคัญ ว่าในคดีทั่วไปอื่นๆ นอกเหนือจากคดีพิเศษของดีเอสไอ อัยการจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในชั้นรวบรวมพยานหลักฐานกับพนักงานสอบสวนได้หรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน แม้ว่าโมเดลนี้จะมีใช้อยู่ในต่างประเทศ โดยมีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับระดับความยากง่ายของคดี แต่สำหรับประเทศไทย ยังถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ทั้งในแง่ของแรงต้านจากตำรวจเอง ความยืดหยุ่นของเงื่อนไขที่ในทุกขั้นตอนต้องมีหลักการและข้อยกเว้น โดยหลักการสำคัญที่สุดที่ต้องยึดไว้ก็คือ การตรวจสอบและถ่วงดุลกันระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่ออำนวยความเป็นธรรมสูงสุดให้กับประชาชน