น.ส.ลุควา พี่สาวของ น.ส.หวาน กล่าวว่า ตนเองและน้องสาวได้เข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านให้กับนายจ้างรายหนึ่งใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แต่ช่วงระหว่างที่ทำงานอยู่นั้นตนและน้องสาว มักจะถูกนายจ้างกดดันและต่อว่าเรื่องการทำงานอยู่ตลอดเวลา ตนจึงได้หลบหนีออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวเมื่อกลางดึกของวันที่ 6 ส.ค. แต่พอถึงช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้นตนก็ได้มาทราบข่าวว่า น.ส.หวาน น้องสาวของตนได้เสียชีวิตลงแล้วภายในบ้านพักของนายจ้าง ซึ่งในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโป่ง เจ้าของพื้นที่ที่รับผิดชอบดูแลคดีดังกล่าว ได้ระบุสาเหตุของการเสียชีวิตว่ามาจากการฆ่าตัวตายด้วยอาวุธปืน จึงทำให้ตนเกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยในสาเหตุการตายของน้องสาวตนเป็นอย่างมาก เนื่องจาก น้องสาวของตนนั้นยิงปืนไม่เป็น อีกทั้งปืนที่ใช้ก่อเหตุยังเป็นปืนของเจ้าของบ้านหรือนายจ้าง ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ที่น้องสาวของตนจะกระทำการดังกล่าว
ด้าน นายออง โค ทัน กล่าวว่า หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากญาติของ น.ส.หวาน จึงได้ตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งพบพิรุธอยู่หลายประการคือ น.ส.หวาน เป็นคนถนัดมือซ้าย แต่บาดแผลพบว่าถูกยิงที่ขมับด้านขวา อีกทั้งยังพบปลอกกระสุนปืนในที่เกิดเหตุ 2 ปลอก ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ว่าคนฆ่าตัวตายจะยิงปืนถึง 2 นัด อีกทั้งยังเชื่อว่ามีการเปลี่ยนปืนของกลาง เพราะปืนที่พบในที่เกิดเหตุเป็นสีดำ แต่ภายหลังพบว่าปืนของกลางที่อยู่ในสำนวนของตำรวจกลับเป็นสีเทาเงิน นอกจากนี้ยังพบว่าไม่มีการชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอน ซึ่งที่ผ่านมาตัวแทนสถานเอกอัครราชฑูตเมียนมา ประจำประเทศไทย ได้พยายามสอบถามขอข้อมูลกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านโป่ง ที่สรุปสำนวนคดีนี้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่กลับไม่เคยได้รับคำตอบหรือคำชี้แจงแม้แต่ครั้งเดียว จึงได้มาร้องเรียนยังกองปราบปรามฯ เพื่อขอความเป็นธรรมช่วยรื้อคดีนี้ให้ปรากฏความจริง
ด้าน พ.ต.อ.ภูมินทร์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนรับเรื่องดังกล่าวไว้ พร้อมกับสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ ไว้ในเบื้องต้น เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาประกอบร่วมกับหลักฐานอื่นๆ พร้อมทั้งเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนลงพื้นที่หาเบาะแสหลักฐานเพิ่มเติมรวมถึงจำเป็นจะต้องใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยในการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ก่อนจะส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป