เนชั่นทีวี

ข่าว

2 โรคยอดฮิตจากพฤติกรรมทำร้ายดวงตา

30 ต.ค. 2560 | Ekkapon

2 โรคยอดฮิตจากพฤติกรรมทำร้ายดวงตา

พบคนไทยติดเชื้อกระจกตาจากคอนแทคเลนส์-คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม เพิ่มขึ้น แนะใช้คอนแทคเลนส์สะอาดตามอายุการใช้งาน หยุดพฤติกรรมติดจอคอมพ์ สมาร์ทโฟน พักสายตา1-5 นาที

จากสถิติรายงานโรคตาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ พบว่า โรคทางตาที่พบมากขึ้นในสังคมไทย คือ การติดเชื้อที่กระจกตาจากคอนแทคเลนส์และโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome)ซึ่งมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับสาเหตุของการตาบอดและสายตาเลือนรางในประเทศไทย พบปัญหา4อันดับแรก คือ อันดับแรก คือ โรคต้อกระจก มีมากถึงร้อยละ69.7รองลงมา คือ โรคทางจอประสาทตา ร้อยละ13.2 โรคต้อหินและโรคความผิดปกติทางสายตา ร้อยละ4


พญ.ชญาตา เหลี่ยมศิริเจริญจักษุแพทย์ด้านกระจกตาและการแก้ไขสายตาผิดปกติโรงพยาบาลพระรามเก้าอธิบายว่า การติดเชื้อที่กระจกตา เกิดจากการใช้คอนแทคเลนส์เป็นประจำ ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการตาแดง ปวดตา ตามัว น้ำตาไหล มองสู้แสงไม่ได้ มีขี้ตา เปลือกตาบวม และอาจเห็นจุดสีขาวอยู่บนกระจกตาได้ ซึ่งหากไม่ได้ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น จุดขาวที่เกิดขึ้น จะลุกลามเกิดเป็นหนองสีขาวในช่องหน้าลูกตา ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่ดวงตา เช่น กระจกตาทะลุ ต้อหิน ต้อกระจก ไปจนถึงตาบอด สำหรับการลดความเสี่ยงการติดเชื้อที่ดวงตา

สามารถทำได้โดยผู้ป่วยต้องดูแลรักษาเลนส์อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ ห้ามไม่ให้เลนส์สัมผัสกับน้ำทั่วไป ต้องเป็นน้ำยาที่ใช้สำหรับคอนแทคเลนส์เท่านั้น ไม่ใส่เลนส์เกินอายุการใช้งานที่ระบุไว้ข้างกล่อง ไม่ใช้คอนแทคเลนส์มือสองไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ขณะหลับและควรเปลี่ยนตลับแช่คอนแทคเลนส์บ่อยครั้ง ที่สำคัญคือ การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพตาและตรวจวัดค่าสายตาหรือเลนส์ที่เหมาะสมอย่างน้อยทุก 6-12เดือน

ขณะที่โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม(Computer Vision Syndrome)คือ การใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินความจำเป็นจะทำให้เกิดอาการทางตาต่างๆ ตามมาได้ สามารถพบผู้ป่วยได้มากถึงร้อยละ70ของผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานเป็นประจำและมักพบได้บ่อยขึ้นในคนที่อายุมากกว่า40ปี สาเหตุหลักเกิดจากแสงสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือ แท็บเล็ต รวมถึงผิวหน้าจอที่สามารถสะท้อนแสงจากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ มาสู่ตา จึงทำให้ปวดตา ล้าตาได้ง่าย อีกทั้งการกระพริบตาน้อยลงขณะที่อยู่หน้าจอจะทำให้น้ำตาระเหย ตาแห้ง แสบตา แพ้แสง หรือตามัว เมื่ออาการสะสมเรื่อยๆ อาการจะหนักขึ้น และปวดบริเวณศีรษะ คอ บ่า ไหล่

สำหรับการป้องกัน สามารถทำได้โดยการกระพริบตาบ่อยขึ้นเวลาอยู่หน้าจอและควรพักสายตาเป็นระยะ ตามกฎ20-20-20คือ ทุก20นาทีให้พักสายตาอย่างน้อย20วินาที โดยการมองไกล ๆ20ฟุต หรือหลับตาพักก็ได้ รวมทั้งการปรับท่าทางการทำงาน ตำแหน่งของหน้าจอ ใช้แว่นสายตาที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการต่าง ๆ ได้มากขึ้น

นอกจากการดูแลสายตาที่กล่าวมาข้างต้นนี้แล้ว ยังสามารถดูแลสายตาได้จากภายใน คือ การรับประทานวิตามินเอ ที่มีหน้าที่ช่วยในการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก การแบ่งตัวของเซลล์ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับ เชื้อโรค ซ่อมแซมผิวของดวงตาและหลอดลม ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายยากขึ้น และยังกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของผักบุ้ง เนื่องจาก ผักบุ้งจะมีวิตามินเอสูง การรับประทานผักบุ้งเป็นประจำจะลดอาการปวดดวงตาลดอาการแสบตาที่เกิดจากการใช้ดวงตาหนักๆ ได้เป็นอย่างดีด้วย ตำลึงสรรพคุณช่วยบำรุงสายตาถนอมสายตาให้มีสุขภาพดี ช่วยในการมองเห็นอีกด้วยฟักทองมีคุณค่าทางอาหารสูง เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูงบำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพได้

ดังนั้น การที่ประชาชนคนไทยหันมาตระหนักถึงสุขภาพตา หลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อดวงตา ตั้งแต่การใช้คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน นานเกิน25-30นาที ต้องพักสายตาอย่างน้อย1-5นาที ควรดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อให้ดวงตามีความชุ่มชื้น และพักผ่อนนอนหลับ6-8ชั่วโมง เพื่อให้ประสาทตาได้พักการใช้งานเพื่อลดภาวะการเจ็บป่วยจากโรคยอดฮิตทางสายตาได้

ข่าวล่าสุด