คุก 3 ปี ชดใช้ 5 แสน "หญิงไก่" ค้ามนุษย์สำนวนแรก
19 ต.ค. 2560 | te

ศาลสั่งคุก 3 ปี "หญิงไก่" ชดใช้เหยื่อกว่า 5 แสน อ้างเป็นคุณหญิงชวนเด็กสาวแม่ฮ่องสอนทำงานบ้านลวงส่งเรียนพยาบาล สุดท้ายไม่ส่งเรียน-ไม่จ่ายเงิน แถมยึดบัตร ปชช.
ข่าว
19 ต.ค. 2560 | te

ศาลสั่งคุก 3 ปี "หญิงไก่" ชดใช้เหยื่อกว่า 5 แสน อ้างเป็นคุณหญิงชวนเด็กสาวแม่ฮ่องสอนทำงานบ้านลวงส่งเรียนพยาบาล สุดท้ายไม่ส่งเรียน-ไม่จ่ายเงิน แถมยึดบัตร ปชช.
ที่ห้องพิจารณา 708 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 19 ต.ค.60 เวลา 09.00 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดี "หญิงไก่ค้ามนุษย์" สำนวนแรกหมายเลขดำ คม.76/2559 ที่พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ 2 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางมณตา หรือหญิงไก่ หยกรัตนกาญ อายุ 60 ปี ผู้ที่เคยสมอ้างเป็นคุณหญิงและอ้างมีความใกล้ชิดชนชั้นสูง เป็นจำเลย ในความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปีฯ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6 , 35 , 52
ที่โดยอัยการ ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 10 ต.ค.59 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ต้นเดือน มิ.ย.49ปลายเดือน ต.ค.53 น.ส.ดาลิน หล้าคำ อายุ 19 ปี ผู้เสียหายที่ 1 สมัครทำงานเป็นแม่บ้านไว้ที่ศูนย์จัดหางานใน จ.ปทุมธานี ต่อมา ศูนย์ฯ ส่งตัวผู้เสียหายไปทำงานกับจำเลยที่ประชานิเวศน์คอนโด เขตจตุจักร กทม. ระหว่างนั้นจำเลยหลอกลวงบังคับใช้แรงงานผู้เสียหายที่ 1 ให้ทำงานบ้านตั้งแต่เวลา 05.0022.00 น. ทุกวัน ไม่มีวันหยุด โดยจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างให้ จ่ายเพียงค่ายังชีพเล็กน้อย แล้วจำเลยยังขู่ว่า หากผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยอมทำงานแล้วจะกลับบ้าน จำเลยก็จะแจ้งตำรวจจับ บิดา-มารดา จนผู้เสียหายที่ 1 เกิดความกลัวว่าเกิดอันตรายต่อชีวิตและเสรีภาพทั้งกับตัวเองและบิดามารดา เพราะเคยเห็นจำเลยแจ้งตำรวจให้จับกุมดำเนินคดีกับลูกจ้างคนอื่นที่ออกจากงาน ด้วยการกล่าวหาว่าลักทรัพย์ จำเลย จึงทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมทำงานให้จำเลย ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นการค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการบังคับใช้แรงงาน
ที่ต่อมาระหว่างต้นเดือน พ.ค. 51-ปลายเดือน เม.ย.52 จำเลย ยังหลอกลวง น.ส.กาญจนา ปองลาภสุนทร ผู้เสียหายที่ 2 จาก จ.แม่ฮ่องสอนด้วย โดยจำเลยไปอ้างกับบิดามารดาของผู้เสียหายว่า เป็นคุณหญิง ชอบช่วยเหลือคนยากจน จึงจะให้ผู้เสียหายมาทำงานด้วยที่ กทม. จะให้เงินเดือน เดือนละ 6,000 บาท พร้อมส่งเสียให้เรียนพยาบาลฟรีโดยจำเลยได้ให้เงินกับบิดามารดาไว้ 5,000 บาท เพื่อให้ความยินยอมพาผู้เสียหายมา แต่ภายหลังเมื่อจำเลยพาผู้เสียหายมาพักที่ประชานิเวศน์คอนโดแล้ว ได้ยึดบัตรประชาชนผู้เสียหายที่ 2 ไว้ ก่อนบังคับทำงานเช่นเดียวกับผู้เสียหายที่ 1 โดยไม่ได้ส่งเสียให้เรียน และเมื่อต้นเดือน ก.ค.52ก.พ.53 จำเลยได้หลอกลวง น.ส.ขวัญจิรา จิรสกุลโชคชัย อายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 3ให้มาทำงานแม่บ้านกับจำเลยที่ประชานิเวศน์คอนโด โดยอ้างว่าจะให้เงินเดือน เดือนละ 4,500 บาท และให้ผู้เสียหายเรียกว่าคุณหญิง กับบังคับใช้แรงงานตั้งแต่ 05.0023.00 น.ไม่มีวันหยุด โดยให้ทำงานบ้านและนวดตัวให้จำเลย ซึ่งเป็นการบังคับใช้แรงงานเด็ก มีลักษณะคล้ายกับการเอาคนลงเป็นทาสด้วยวิธีการข่มขู่ ขณะที่จำเลยถูกจับกุมในคดีอื่น แล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 59 พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ
โดยวันนี้ศาลเบิกตัว นางมณตาหรือหญิงไก่ จำเลยที่ถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลางมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2559 ที่ถูกอัยการยื่นฟ้องคดีค้ามนุษย์หลายสำนวน และคดีหมิ่นเบื้องสูงอีกสำนวน มาฟังคำพิพากษา
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลย ได้รับผู้เสียหายทั้ง 3 คนเข้าทำงาน ระหว่างทำงานจำเลยได้มอบเงินให้ผู้เสียหายเป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยโดยไม่จ่ายเงินเดือนให้ตามจำนวนที่ได้ตกลงไว้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่
ซึ่งโจทก์มี น.ส.ดาลิน ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ทำงานกับจำเลยเดือนแรกมอบเงินให้ 5,500 บาท โดยไม่ได้ตกลงค่าตอบแทนกัน ซึ่งจำเลยจะให้ค่าอาหารเดือนละ 1,000 บาท บางเดือนมอบให้ 500 บาท ส่วนการเรียนจำเลยได้ออกค่าเทอมการเรียนที่วิทยาลัยเทคนิควิมล ย่านประชาชื่น ให้เทอมแรกจำนวน 20,000 บาท เทอมที่ 2 จำนวน 11,500 บาท แต่ระหว่างที่เรียนผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ไปสอบเพราะจำเลยอ้างว่าไม่มีคนอยู่ดูแลทำให้ไม่ได้เรียนต่อจนจบ โดยผู้เสียหายที่ 1 ต้องยินยอมทำงานชดใช้เงินค่าเทอมที่จำเลยจ่ายให้ แต่จำเลยไม่ได้ยึดบัตรประชาชนไว้ ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ต้องทำงาน ตั้งแต่เวลา 05.00-22.00 น. นาน 4 ปี
ศาลเห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยไม่ได้ตกลงเงินค่าจ้างกันและจำเลยก็ไม่ได้ยึดบัตรประชาชนของผู้เสียหายไว้ แต่ได้ออกค่าเทอมเรียนให้โดยผู้เสียหายก็ยินยอมทำงานเพื่อใช้หนี้ค่าเทอม ส่วนที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าทำงานตั้งแต่ 05.00-22.00 น. ก็ได้ข้อเท็จจริงจากที่ผู้เสียหายเบิกความว่า งานบ้านมีไม่มากแต่กลับมีลูกจ้างหลายคน และเพื่อนของผู้เสียหายที่เป็นลูกจ้างทำงานด้วยกัน ยังระบุว่า จะทำงานบ้านเสร็จเวลาประมาณ 10.00 น. หลังจากนั้นจะแบ่งเวรไปห้องนอนจำเลยเพื่อนวดตัวให้จำเลยจนกว่าจะพอใจ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นไปตามที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้าง กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ต้องทำงานตั้งแต่ 05.00-22.00 น. ส่วนของผู้เสียหายที่ 1 นี้จึงเป็นไม่ผิดตามคำฟ้อง
เช่นเดียวกับกรณี น.ส.ขวัญจิรา ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเบิกความว่า เดินทางไปทำงานกับจำเลยตามคำชักชวนของเพื่อน โดยจำเลยบอกว่าจะให้ค่าจ้างเดือนละ 4,500 บาท และจะพามาพักอยู่ห้องเดียวกับเพื่อนที่เป็นลูกจ้างอีกหลายคน โดยทุกวันจะต้องตื่นนอน 04.00 น. เพื่อจัดเสื้อผ้าและจัดอาหารให้บุตรของจำเลย แล้วก็ทำความสะอาดห้องพักของจำเลย ส่วนเพื่อนจะไปซักเสื้อผ้า-ล้างจานตามหน้าที่ที่แบ่งงานกัน ซึ่งจำเลยจะให้เงินเดือนไว้ใช้เดือนละ 1,000 บาท แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 3 ไม่อยากทำงานกับจำเลยแล้วก็เล่าให้บิดาฟังพร้อมขออนุญาตกลับบ้าน จำเลยก็ได้ขอพูดกับบิดาของผู้เสียหายที่ 3 แต่หลังการพูดคุยจำเลยกลับอ้างว่าบิดาผู้เสียหายด่าและไม่ให้เกียรติจำเลย ขณะที่ผู้เสียหายเคยให้การกับพนักงานสอบสวนว่าจำเลยข่มขู่ว่าหากผู้เสียหายกลับบ้านจะให้ตำรวจจับบิดา-มารดา แต่ภายหลังเพื่อนของผู้เสียหายได้ช่วยพูดกับจำเลย บอกเหตุผลว่าต้องกลับไปช่วยเลี้ยงน้อง จำเลยจึงยินยอมให้กลับ โดยระหว่างทำงานจำเลยไม่ได้ยึดบัตรประชาชนไว้ นอกจากนี้จากคำให้การในชั้นสอบสวนของบิดาผู้เสียหายกลับไม่มีข้อความใดที่ให้การว่าจำเลยพูดด่าหรือข่มขู่ว่าจะให้ตำรวจไปจับตัว ประกอบกับก่อนที่ผู้เสียหายจะกลับบ้าน จำเลยยังพาไปเที่ยวที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ดังนั้นจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยบังคับข่มขู่ผู้เสียหายจึงไม่ผิดตามคำฟ้อง
แต่ในส่วน น.ส.กาญจนา ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่าได้มาทำงานเป็นแม่บ้านกับจำเลยเพราะมีเพื่อนชักชวน และจำเลยยังได้เดินทางมาที่บ้านผู้เสียหายใน จ.แม่ฮ่องสอน บอกว่าจะให้ค่าจ้างเดือนละ 6,000 บาท และจะส่งเรียนพยาบาล ผู้เสียหายที่ 2 จึงตกลงมาทำงาน แล้วจำเลยมอบเงินให้ 5,000 บาทกับบิดา-มารดาผู้เสียหายที่ 2 ด้วย แต่เมื่อได้มาทำงานแล้วจำเลยได้ขอบัตรประชาชนของผู้เสียหายที่ 2 เก็บไว้ แล้วจำเลยก็ไม่จ่ายค่าจ้างตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้ เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ประกอบบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวน ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 ให้ถ้อยคำไว้ในทำนองเดียวกัน จึงน่าเชื่อว่าเบิกความไปตามที่ผู้เสียหายได้ประสบมาจริง
โดยการที่จำเลยรับผู้เสียหายที่ 2 มาทำงานซึ่งอ้างว่าจะส่งให้เรียนพยาบาล แต่เมื่อมาทำงานแล้วจำเลยกลับไม่ส่งเรียนและไม่ให้เงินเดือนตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ แม้ว่างานทำความสะอาดซักรีดเสื้อผ้า-จัดหาอาหารให้บุตรบุญธรรมของจำเลย และงานอื่นๆ จะมีไม่มาก ลูกจ้างคนเดียวสามารถทำได้ให้เสร็จภายในเวลาไม่นาน รวมทั้งมิได้มีการกักขังก็ตาม แต่การที่จำเลยยึดบัตรประชาชนมาเก็บไว้ก็ส่อแสดงว่าจำเลยมีเจตนาจัดหาที่อยู่อาศัยหรือรับตัวผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้อำนาจมิชอบ เป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงาน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์
ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้ให้เงินกับลูกจ้างเพียงคนเดียว แต่คนอื่นไม่ได้ให้เงินเพราะไม่ได้เป็นลูกจ้างนั้น ก็ไม่สามารถรับฟังได้ และที่จำเลยอ้างว่าไม่ได้ยึดบัตรประชาชนของผู้เสียหายเพราะถ้ายึดต้องยึดทุกคนนั้น ก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่สามารถรับฟังได้
จึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุก 3 ปี และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 590,007 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อกล่าวหา "หญิงไก่" ค้ามนุษย์นั้น ยังมีอีกสำนวน คือ คดีหมายเลขดำ คม.98/2559 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีค้ามนุษย์ 2 ยื่นฟ้องว่า กรณีเมื่อต้นเดือน พ.ค.51 - 30 พ.ย.53 จำเลย อ้างตัวว่าเป็นคุณนาย มีนิสัยใจบุญชอบช่วยเหลือคนยากจน แล้วชวนผู้เสียหายอายุ 16 ปีจาก จ.แม่ฮ่องสอน ไปทำงานที่กรุงเทพฯ จะให้เงินเดือน 5,000 บาท และจะอุปการะส่งเสียเรียนหนังสือ โดยให้มาอาศัยที่ประชานิเวศน์คอนโดของจำเลย แต่ภายหลังบังคับผู้เสียหายเป็นคนรับใช้ ทำงานตั้งแต่เวลา 05.00 น. 22.00 น.ทุกวันไม่มีวันหยุดและไม่จ่ายค่าตอบแทน โดยคดีอยู่ระหว่างไต่สวนพยาน
นอกจากนี้ยังมีคดีหมิ่นเบื้องสูงด้วย ซึ่งวันที่ 6 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาจำคุก "หญิงไก่" 3 กระทง รวม 7 ปี 6 เดือน ฐานหมิ่นเบื้องสูงด้วย.