เนชั่นทีวี

ข่าว

กังขา ตร.ตรวจดีเอ็นเอ "ยิ่งลักษณ์" ทั้งที่รู้ว่าวืด

10 ต.ค. 2560 | wanchat

กังขา ตร.ตรวจดีเอ็นเอ "ยิ่งลักษณ์" ทั้งที่รู้ว่าวืด

จริงๆ แล้ว กระบวนการตรวจหาดีเอ็นเอคุณยิ่งลักษณ์ ในรถโตโยต้าคัมรี่ มีประเด็นที่น่าคิดจากคำอธิบายของตำรวจว่า "ดีเอ็นเอปนเปื้อน" จนไม่สามารถยืนยันได้ว่าคุณยิ่งลักษณ์อยู่ในรถหรือไม่ เล่นเอารองผู้การชัยฤทธิ์ได้เฮ เพราะรอดข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หนำซ้ำยังกลับคำให้การว่าไม่รู้อดีตนายกฯหญิงอยู่ในรถหรือเปล่า ซึ่งขัดกับคำรับสารภาพตอนแรกที่มีเอกสารออกมาอย่างสิ้นเชิง รูปการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เอง ที่ให้ประเด็น "ดีเอ็นเอปนเปื้อน" ถูกตั้งคำถาม

"ล่าความจริง" ได้สอบถามนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ คำถามแรกคือ คำว่า "DNA ปนเปื้อน" หมายความว่าอย่างไร คุณหมออธิบายว่า ปนเปื้อนหมายถึงมากกว่า 1 คือมีดีเอ็นเอของคนมากกว่า 1 คน พอ DNA ผสมกัน ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร แปลผลไม่ได้ว่าคนที่ต้องการทราบอยู่ในรถหรือไม่ ฉะนั้นจากหลักฐาน ณ ขณะนี้ จึงเป็นไปได้ทั้ง คุณยิ่งลักษณ์อยู่ และไม่อยู่ในรถ

สิ่งที่ต้องเข้าใจโดยพื้นฐานเลยคือ ในรถ เบาะรถคือจุดที่มีโอกาสปนเปื้อนสูงมาก วิธีการเก็บดีเอ็เอ จะใช้วิธีนำไม้พันสำลีเช็ดออกมา จุดที่พบดีเอ็นเอมาก คือ ที่จับประตู (แต่ถ้าเป็นคนใหญ่คนโตก็มักมีคนเปิดประตูให้ตลอด ก็จะหาดีเอ็นเอไม่ได้) ต่อมาที่พักแขน (ซึ่งใครที่นั่งในรถก็จะเอาแขนพักตรงนี้ ก็แปลว่าต้องพบว่ามีการปนเปื้อนมากอีก)

ส่วนเทคโนโลยีการตรวจ เมื่อพบว่า "ดีเอ็นเอปนเปื้อน" สมมติว่า พบดีเอ็นเอที่ต่างเพศกัน มีหญิงกับชาย จะแยกได้ทันที ถ้าดีเอ็นเอผู้หญิงสองคนยังพอแยกได้ แต่เรื่องยากคือการพบดีเอ็นเอผู้หญิงหลายคน เมื่อนำมาตรวจหาสัญญาณ DNA จะระบุตัวตนได้ยากมาก

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ผลการตรวจออกมาว่า "ดีเอ็นเอปนเปื้อน" และไม่สามารถยืนยันได้ว่าคุณยิ่งลักษณ์อยู่ในรถหรือไม่ ซึ่งเท่ากับว่ากระบวนการนี้แทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย

คุณหมอตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่เริ่มแรกที่จะใช้กระบวนการตรวจพิสูจน์ DNA ทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำไมถึงไม่มีการตรวจก่อนว่า รองผู้การชัยฤทธิ์ เป็นคนขับรถจริงหรือไม่ ซึ่งตามกระบวนการต้องพิสูจน์กันทาง DNA ด้วย เพราะDNA ที่พวงมาลัยตรวจไม่ยาก ไม่ค่อยมีปนเปื้อน ถ้าพิสูจน์ได้แล้วถึงจะดำเนินการขั้นตอนต่อไป

ส่วนเรื่องการตรวจหาดีเอ็นเอของคุณยิ่งลักษณ์ ซึ่งพนักงานสอบสวนควรรู้อยู่แล้วว่า ดีเอ็นเอในรถตรวจยาก เพราะมีโอกาสปนเปื้อนสูงมาก คำถามจึงย้อนกลับไปที่การให้น้ำหนักพยานหลักฐานของตำรวจ ว่าให้น้ำหนักถูกหรือไม่ (พูดง่ายๆ คือไปให้น้ำหนักกับสิ่งที่ตรวจไม่ได้แน่ๆ และไม่ได้ช่วยสร้างความกระจ่างในคดี) ฉะนั้นก็ต้องไปถามพนักงานสอบสวนว่า แล้วพยานหลักฐานอื่นๆ ไม่มีแล้วหรือ เช่น คุณรู้ได้อย่างไรว่า รองผู้การชัยฤทธิ์ เป็นคนขับรถ สมมติถ้ารู้จากกล้องวงจรปิด ก็น่าจะมีกล้องที่ถ่ายเห็นคนในรถด้วย อย่างนี้เป็นต้น
บทสรุปของคดีนี้ก็คือ สุดท้ายแล้วกลายเป็นว่า พนักงานสอบสวนเลือกใช้ผลทางนิติวิทยาศาสตร์บางด้านมาอธิบายให้เข้ากับสิ่งที่น่าจะตั้งธงไว้ (พูดง่ายๆ คือ ตั้งธงให้สรุปไม่ได้ว่าคุณยิ่งลักษณ์อยู่ในรถ ก็เลยมุ่งตรวจดีเอ็นเอ ทั้งๆ ที่รู้ว่าดีเอ็นเอในรถปนเปื้อนมาก ตรวจไม่ได้อยู่แล้ว) แต่ไม่ได้ใช้กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาข้อเท็จจริงทางคดีอย่างโปร่งใส

ข่าวล่าสุด