สำหรับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา อายุไม่ต่ำกว่า18ปีที่ประสงค์ทำงาน ในเรือประมงแต่ไม่มีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าวสามารถ มาลงทะเบียนได้กับทางกรมประมง ณ สถานที่กรมประมงกำหนดใน 22 จังหวัดชายทะเลในระหว่างวันที่1-31 ต.ค. 2560โดยกระทรวงมหาดไทยได้อำนวยความสะดวกในการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรด้วย
กรณีคนต่างด้าวมีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว และเอกสารถูกต้องครบถ้วน และประสงค์จะทำงานในเรือประมงสามารถขอรับหนังสือคนประจำเรือได้ตลอดเวลา แม้สิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
สำหรับนายจ้างหรือผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จ้างแรงงานประมงต่างด้าวทำงานในเรือประมงสามารถยื่นทะเบียนนายจ้างเพื่อแจ้งความประสงค์จ้างแรงงานได้ทางกรมประมงในระหว่างวันที่ 30 ก.ย.-10 ต.ค.2560 เพื่อทางกรมประมงจะดำเนินการจัดทำบัญชีรายชื่อนายจ้างเพื่อให้คนงานต่างด้าวเลือกสมัครเข้าทำงาน กรณีที่มีการตกลงจ้างแรงงาน ให้นายจ้างดำเนินการให้มีการทำสัญญาจ้างระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง ดำเนินการตรวจโรค พร้อมจัดทำหนังสือคนประจำเรือในระหว่างวันที่1 ต.ค.-15พ.ย. 2560
ทั้งนี้ ในระหว่างที่มีการเจรจาจ้างแรงงานอาจมีผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน หรือผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์กับทางภาครัฐด้วย
สำหรับกรณีเจ้าของเรือที่มีขนาดต่ำกว่า30ตันกรอสซึ่งมีคนประจำเรือซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำงานอยู่ในเรือประมงอยู่จะต้องขอหนังสือคนประจำเรือภายใน120วันนับแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้
"แรงงานต่างด้าวขอให้รีบมาขึ้นทะเบียนประวัติเพื่อทำงานในเรือประมงภายในราชอาณาจักรไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้านผู้ประกอบการหากมีแรงงานต่างด้าวทำงานในเรือประมง ให้แจ้งแรงงานต่างด้าวมารายงานตัวและขอรับหนังสือคนประจำเรือภายในระยะเวลาหากพ้นกำหนดนายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะมีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 - 800,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คนสอบถามรายละเอียดการขอขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประมงจังหวัด22จังหวัดชายทะเลหรือกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง " นายอดิศร กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ามาตรการในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU)ว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปลายเดือน ต.ค. นี้ คณะกรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล(DG MARE) ของสหภาพยุโรปหรืออียู จะเดินทางมาไทย เพื่อติดตามตรวจสอบการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)เป็นการเฉพาะ โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการตรวจสอบที่เข้มงวดที่สุด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยดำเนินการด้านการตรวจสอบย้อนกลับมาแล้วกว่า 50% โดยมีกรมประมงเป็นหน่วยงานหลัก และมีหน่วยงานอื่นๆ ช่วยกันสนับสนุน เช่น ท่าขึ้นปลา ขององค์การสะพานปลา(อสป.) กรมเจ้าท่า ช่วยกันดูแล เป็นต้น