การเพิ่มวงเงินล่าสุด ทำให้งบช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2017 เพิ่มเป็นเกือบ 95 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3 พันล้านบาท มีขึ้นหลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักที่ไม่ได้ตำหนิรัฐบาลเมียนมาร์อย่างเพียงพอ ต่อการใช้ความรุนแรงและโหดร้ายต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ที่สหประชาชาติระบุว่า เป็นการกวาดล้างทางชาติพันธุ์ จนต้องหนีตายทะลักเข้าไปในบังคลาเทศ มากกว่า 4 แสนคน
ฮีทเธอร์ นอยเอิร์ท โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เงินจำนวนนี้จะถูกใช้ในการจัดหาอาหาร, การดูแลทางการแพทย์, สุขอนามัย, น้ำสะอาดและที่พักอาศัยชั่วคราว ขณะที่นายไซมอน เฮนชอว์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวในที่ประชุมสมัชชาสหประชาติว่า กำลังมองหาประเทศที่ดำเนินรอยตามสหรัฐฯ ทั้งยังชื่นชมในความเอื้ออาทรของรัฐบาลบังคลาเทศที่ยอมรับผู้อพยพชาวโรฮิงญา ที่น่าจะได้ชื่อเป็นการพลัดถิ่นที่รวดเร็วที่สุดในภูมิภาค นับตั้งแต่เหตุการณ์อพยพจากบังคลาเทศเข้าไปในอินเดียเมื่อปี 2524
ด้านรองประธานาธิบดีเฮนรี แวน เทียว ของเมียนมาร์ ได้ขึ้นกล่าวในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อวันพุธ เกี่ยวกับสถานการณ์ในรัฐยะไข่ว่า การที่ประชาคมนานาชาติให้ความสนใจต่อชะตากรรมของชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่เป็นเรื่องที่ "เข้าใจได้" และ
เมียนมาร์ก็กังวลต่อเรื่องนี้เช่นกัน เขายังอ้างถ้อยแถลงนางอองซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐ ที่ตกอยู่ภายใต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านิ่งเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยว่า สันติภาพและเสถียรภาพ เป็นสิ่งที่เรามุ่งมั่นที่จะให้บรรลุผลในเมียนมาร์ หลังจากเผชิญความขัดแย้งและความไม่สงบมานานเกือบ 7 ทศวรรษ ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว นางซูจีได้ขึ้นมายืนที่โพเดียมเดียวกันนี้ และพูดถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่จะยุติความขัดแย้งภายในที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษ และค้นหาแนวทางที่ยั่งยืนและหาทางออกอย่างมีความหมายต่อสถานการณ์ที่ซับซ้อนในรัฐยะไข่ และผ่านมาหนึ่งปีในวันนี้ เขามายืนต่อหน้าทุกคน เพื่อมาประเมินให้ทราบถึงความคืบหน้าที่เราได้ทำลงไปและความท้าทายที่ยังมีอยู่