จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. จับกุมตัว นายวีระชัย กาละภักดี อายุ 41 ปี อาจารย์ติวเตอร์แห่งหนึ่งย่านหัวหมาก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ 245/2560 ลงวันที่ 4 ส.ค. 60 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ซึ่งผู้ต้องหารายนี้มีพฤติการณ์หลอกลวงเรียกรับเงินจากผู้เสียหาย โดยอ้างว่าตนเองสามารถฝากเข้าทำงานรับราชการตำรวจ ทหาร และพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือ กฟผ. แต่ผู้ที่สนใจจะต้องยอมจ่ายเงินเป็นค่าวิ่งเต้นรายละประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งที่ผ่านมามีผู้เสียหายหลงเชื่อยอมจ่ายเงินค่าดำเนินการให้กับ นายวีระชัย จำนวนหลายราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท กระทั่งมีผู้เสียหายได้ร้องเรียนและแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ฯ สามารถจับกุมตัวนายวีระชัย เอาไว้ได้ และมีผู้เสียหายรายอื่นๆ ได้ทยอยเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายวีระชัย เพิ่มเติมที่ สภ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมีการกล่าวอ้างถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ บางรายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงของนายวีระชัย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คำม่วง ได้เตรียมออกหมายเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐฯ ที่ถูกพาดพิงมาให้ปากคำ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป) พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1.บก.ป. กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.1 บก.ป. เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ปรากฏชื่ออยู่ในเว็บไซต์ของสถาบันดังกล่าว ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดด้วยหรือไม่ เนื่องจากภายในเว็บไซต์ของสถาบันแห่งนี้ มีการระบุชื่อบุคคลระดับสูง ซึ่งมียศตำแหน่งตั้งแต่ระดับ พล.ต.ท. จนถึงระดับ พ.ต.อ. และ ดร. จำนวนหลายคน เข้ามาร่วมอยู่ในตำแหน่งของที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันอักษรราม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบให้แน่ชัดว่า เป็นการแอบอ้าง หรือบุคคลเหล่านี้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดด้วยหรือไม่ พ.ต.อ.ธงชัย กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลแผนประทุษกรรมของนายวีระชัย ที่ผ่านมา พบว่า มีการกระทำผิดลักษณะฉ้อโกงหลายครั้ง และมีผู้เสียหายเป็นจำนวนหลายราย ซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดที่เข้าข่าย "ฉ้อโกง" เป็นปกติธุระ ซึ่งเป็นความผิดที่สามารถดำเนินการทางกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินได้ ซึ่งแตกต่างจากคดีฉ้อโกงทั่วไป โดยขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เร่งรวบรวมข้อมูลประวัติทางคดีของนายวีระชัย เพื่อเตรียมประสานข้อมูลให้กับทาง ปปง. ดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายฟอกเงิน เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ รวมถึงได้สั่งการให้มีการตรวจสอบให้แน่ชัดว่า นอกจากนายวีระชัย แล้วยังมีผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ ที่คอยทำหน้าที่ในการหาเหยื่อมาให้ผู้ต้องหารายนี้อีกหรือไม่ และตรวจสอบให้แน่ชัดว่า เพราะเหตุใดผู้ต้องหารายนี้ถึงเลือกหลอกลวงเหยื่อเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน พ.ต.อ.ธงชัย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้อยากขอความร่วมมือไปยังผู้เสียหายที่ถูก นายวีระชัย ผู้ต้องหารายนี้หลอกลวง และยังไม่เคยมีการแจ้งความดำเนินคดีในท้องที่ไหน ให้รวมตัวกันมาเข้าให้ข้อมูล หรือแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่กองปราบ เพื่อทางเจ้าหน้าที่จะสามารถตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดได้ว่า การกระทำของนายวีระชัย เข้าข่ายความผิดในฐาน ฉ้อโกงประชาชน หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา นายวีระชัย มักจะถูกดำเนินคดีในข้อหา ฉ้อโกง ซึ่งสามารถยอมความได้ แต่หากเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้น จะมีโทษที่หนักกว่าความผิดฐานฉ้อโกง และเป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ ซึ่งในวันนี้เองก็มีผู้เสียหายจำนวน 3-4 ราย เดินทางมาเข้าให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบบ้างแล้ว