เนชั่นทีวี

ข่าว

แฉตำรวจไร้หลักฐานเอาผิด "ทัวร์ศูนย์เหรียญ"

05 ก.ย. 2560 |

แฉตำรวจไร้หลักฐานเอาผิด "ทัวร์ศูนย์เหรียญ"

คดี "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" กลายเป็นประเด็นร้อนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังตรวจสอบกระบวนการทำสำนวนคดีกันอย่างเคร่งเครียด หลังศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง และมีข่าวว่าผู้ใหญ่ในทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ท่านนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความไม่พอใจอย่างมาก เพราะเรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล คสช. ให้ปราบปราม "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" หรือการนำนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยว แต่กลับมีพฤติการณ์ส่งต่อนักท่องเที่ยวให้ไปซื้อสินค้าในกิจการเฉพาะของกลุ่มพวกตัวเอง ซึ่งเป็นนอมินีของต่างชาติ ถือเป็นการเอาเปรียบคนไทย และทำลายธุรกิจการท่องเที่ยวไทย


คดีนี้เป็นการยื่นฟ้องผู้บริหาร บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต และกรรมการบริษัทห้างร้านอื่นๆ ในเครือข่าย โดยระบุพฤติการณ์ว่า จำเลยกับพวกประกอบธุรกิจนำเที่ยว บริษัท ฝูอัน ทราเวล และ บริษัท ซินหยวน ทราเวล นำนักท่องเที่ยวจากจีนจำนวนมากเข้ามาในประเทศไทยในลักษณะทัวร์ต้นทุนต่ำ ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่เรียกว่า "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" จากนั้นก็บังคับให้นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าจากบริษัทและกิจการในเครือของจำเลย ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยได้รับความเสียหายนับหมื่นล้านบาท
คำฟ้องระบุว่า เป็นการกระทำของจำเลย เข้าลักษณะ "อั้งยี่" มีเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท มีการนำเงินจากนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าราคาสูงเกินจริงไปฟอกเงิน  ขณะที่ข้อพิเคราะห์ของศาล ซึ่งไปกันคนละเรื่อง...
1.จากข้อเท็จจริงในสำนวนคดี มีหลักฐานเพียงว่าพวกจำเลยประกอบธุรกิจให้เช่ารถบัสนำเที่ยวและจำหน่ายสินค้าแก่นักท่องเที่ยว เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว มิใช่ประกอบธุรกิจนำเที่ยว จึงไม่ต้องขอจดทะเบียน
2.คำว่า "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" เป็นการเรียกเก็บเงินนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน และมีการกำหนดโปรแกรมท่องเที่ยวเอาไว้ก่อนแล้ว ซึ่งในประเทศไทยมีการประกอบธุรกิจลักษณะเช่นนี้กว่า 300 บริษัท มีการแข่งขันค่อนข้างสูง จึงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด
3.เหตุที่นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวของ บริษัท ซินหยวน ทราเวล จำกัด กับ บริษัท ฝูอัน ทราเวล จำกัด เพราะกรรมการขาดคุณสมบัติ ไม่ใช่เพิกถอนใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว
4.ฝ่ายตำรวจและอัยการไม่มีพยานหลักฐานอะไร รวมทั้งไม่มีนักท่องเที่ยวคนใดให้การต่อพนักงานสอบสวน หรือมาเบิกความที่ศาลให้เห็นว่าถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทนำเที่ยวของจำเลย
5.พนักงานสอบสวนกลับไปเบิกความตอบทนายจำเลย ยอมรับว่าได้สอบปากคำนักท่องเที่ยวไว้ 2 คน ให้การว่าเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยได้รับความประทับใจจากการที่ได้เดินทางเข้ามา แถมไม่เคยถูกบังคับขู่เข็ญให้ซื้อสินค้าหรือเดินทางไปที่หนึ่งที่ใด
บทสรุปของศาลในคำพิพากษาเขียนไว้ว่า "การสอบสวนคดีนี้เริ่มแรกมีการแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ เพราะทำธุรกิจนำเที่ยวผิดกฎหมาย แต่พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีข้อเท็จจริงหรือข้อมูลใดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจนำเที่ยวนี้เลย แต่กลับกลายมีการแจ้งข้อกล่าวหาฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ อันเป็นความผิดมูลฐานและนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงิน" ทว่าเมื่อนำเจ้าหน้าที่ ปปง.ขึ้นเบิกความ กลับระบุเพียงว่า ได้ตรวจสอบเอกสารเส้นทางธุรกรรมทางการเงินของจำเลยเท่านั้น แต่ไม่เคยตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือมูลเหตุของความผิดนี้เลย
ท้ายสุดของคำพิพากษาระบุว่า ศาลเห็นว่าหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง การกระทำเช่นนั้นย่อมทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติเสียหายเป็นอย่างมาก แต่จากพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมา กลับไม่มีพยานหลักฐานใดทำให้เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสิบสามคนร่วมกันกระทำความผิด ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง นี่คือสรุปคำพิพากษาคดี "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" ที่มีข้อบกพร่อง ผิดพลาด หละหลวม จนศาลยกฟ้อง หากมองในแง่ของการทำสำนวน รวบรวมพยานหลักฐาน ต้องบอกว่าอ่อนมาก เกินกว่าที่จะยอมรับได้ และนั่นได้กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำมาสู่การตรวจสอบสำนวนคดี และมีการสั่งเด้งผู้กำกับการ สน.พญาไท แต่ก็กลายเป็นการสั่งเด้งที่ดูจะมีเงื่อนงำอีก ประเด็นนี้เราจะมีข้อมูลลึกๆ มารายงานเพิ่มเติมใน "ล่าความจริง"

ข่าวล่าสุด