ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 4 ก.ย.60 นายดิเรก สิงหาพันธ์ ผอ.รร.วัดวรจันทร์ นายชาญชัย หนูทอง ครูสอนภาษาอังกฤษ น.ส.กาญจนา เล้าศิลป์ไพศาล ครูสอนภาษาไทย และ น.ส.ยา (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี มารดา ด.ช.เอ นามสมมุติ อายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้น ป.4 ที่ถูกครูตี เข้าพบ พ.ต.ท.ทรงพล ศรีชมพู รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองสุพรรณบุรี เพื่อหาทางไกล่เกลี่ย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เจ้าหน้าที่จึงนัดฝ่ายผู้เสียหายมาสอบปากที่สำนักงานอัยการ จ.สุพรรณบุรี ตามกระบวนการสหวิชาชีพ
พ.ต.ท.ทรงพล ศรีชมพู กล่าวว่า ได้เชิญทั้งสองฝ่ายมาสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นและพยายามหาทางไกล่เกลี่ยหาข้อยุติ แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ จึงนัดหมายให้มาสอบปากคำตามกระบวนการ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
น.ส.ยา มารดา ด.ช.เอ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุครูสอนภาษาอังกฤษไม่ได้เข้ามาพูดคุย ขอโทษ หรืออธิบายให้ผู้ปกครองได้รับทราบแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับมี น.ส.กาญจนา ซึ่งเป็นครูสอนภาษาไทย ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นคนติดต่อมาทางเฟซบุ๊ก เข้ามาบอกให้พาลูกไปตรวจร่างกายโดยบอกว่าลูกอาจจะไม่ถูกครูตีก็ได้ อาจจะเป็นโรคเกี่ยวกับน้ำเหลือง ซึ่งการสนทนาของครูคนนี้ ตนทราบมาว่าเป็นอดีตภรรยาของครูสอนภาษาอังกฤษ เหมือนกับออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบการกระทำของอดีตสามี ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เหมือนไม่ใช่ครู จึงยอมไม่ได้ ดังนั้นจึงยืนยันที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามขั้นของกฎหมาย และให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบราชการ ตนและชาวบ้านหลายคนอยากให้ครู 2 คนนี้ย้ายอยู่ที่อื่น เพื่อจะได้ไม่ทำร้ายลูกหลานของชาวบ้านแถวนี้อีก ขณะนี้ลูกชายของตนและเด็กที่ถูกทำโทษหวาดกลัวไม่กล้าไปโรงเรียน
ด้านนายดิเรก สิงหาพันธ์ ผอ.รร.วัดวรจันทร์ กล่าวว่า โรงเรียนวัดวรจันทร์ เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้ตัวกับเมือง พ่อแม่ผู้ปกครองไว้ใจให้ลูกหลานมาเรียนที่นี่ โรงเรียนแห่งนี้จึงมีเด็กนักเรียนจำนวนมากถึง 320 คน มีตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ดี ทุกครั้งที่ประชุมครูตนจะบอกกับครูว่า อย่าทำโทษนักเรียนแม้กระทั่งการพูดจาที่ไม่เหมาะสม สิ่งใดที่เป็นการประจานเด็ก หรือดูหมิ่นดูแคลน เด็กนักเรียนทุกคนเราดูแลเหมือนลูกหลาน มีการขอทุนการศึกษา จัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน สร้างสระว่ายน้ำ และอีกมากมาย ที่ทำทั้งหมดเรายึดเด็กเป็นสำคัญ
สำหรับกรณีที่ครูสอนภาษาอังกฤษ ของโรงเรียนตีเด็ก ตามที่เป็นข่าวนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ การจัดการเรียนการสอนโดยการใช้สื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เด็กนักเรียนเริ่มสนใจเรียนภาษาอังกฤษกันมากขึ้น วันเกิดเหตุในชั้นเรียนขณะที่กำลังมีการเรียนการสอนกันอยู่นั้น ด.ช.เอ และเพื่อน ออกไปยืนหน้าห้องเรียนตรงจอโปรเจคเตอร์ แล้วแสดงเป็นครู พร้อมกับบอกเพื่อนๆ ว่า พวกเธออย่าคุยกันเสียงดังนะ ในขณะที่ครูคนนั้นกำลังสอนอยู่ จากนั้นครูได้ตำหนิ ด.ช.เอ ไปว่าทำแบบนี้ไม่ได้ และตีที่ก้นไป 2 ที แต่ไม่ได้ทำเพราะความโมโหแต่อย่างใด และได้ยอมรับผิดด้วยว่าที่ทำลงไปนั้นผิดเพราะตามระเบียบไม่สามารถทำโทษด้วยการเฆี่ยนตีได้
แต่มีครูสอนภาษาไทยของโรงเรียนซึ่งมีเพื่อนเป็นพยาบาล ได้ส่งรูปที่มารดาของเด็กนำไปโพสต์เฟซบุ๊กมีรอยตีที่ก้นไปให้ดู แล้วมีการวิจารณ์ว่ารอยนั้นอาจจะไม่ใช่รอยจากไม้เรียว แต่อาจจะเกิดจากเด็กนั้นน้ำเหลืองไม่ดี ทำให้เป็นรอยไหม้ใหญ่นั้น เมื่อครูได้คุยกับเพื่อนที่เป็นพยาบาลด้วยกัน แล้วได้ข้อมูลมาจึงมีความปรารถนาดี อยากช่วยเหลือเพื่อนครูด้วยกัน จึงได้สนทนาทางเฟซบุ๊กกับแม่เด็กว่า รอยที่เห็นที่ก้นนั้นไม่ใช่เกิดจากการถูกตี ทำให้แม่เด็กไม่พอใจ จึงไปแจ้งความ หลังจากเกิดเหตุเป็นข่าวดังออกไป ซึ่งตนได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปยัง ผอ.เขตการศึกษาทราบแล้ว
นายดิเรก กล่าวอีกว่า ขอแสดงความรับผิดชอบและขอรับผิดว่าคุณครูได้กระทำความผิดจริง ที่ได้ลงโทษเด็กรุนแรงเกินกว่าเหตุ และพร้อมที่จะเยียวยาทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็กนักเรียน และตามความต้องการของผู้ปกครอง ล่าสุดนายจักรพรรดิ์ จิตมณี ผอ.สปพ.สุพรรณบุรีเขต 1 ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยมีนายชาญชัย ดาบสมุทร ผอ.รร.สุพรรณภูมิ เป็นประธาน เพื่อดำเนินการทางวินัยข้าราชการครูที่ทำผิดต่อไป.