รับรองฎีกา‘คดีสรยุทธ’...หาไม่ยาก
01 ก.ย. 2560 | te

หลายคนอาจคิดว่า'คดีสรยุทธ อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดัง คงจบแค่ศาลอุทธรณ์ เพราะจะหาใครที่ไหนมารับรองฎีกาให้ แต่ในความจริงการหาคนรับรองให้ฎีกาได้ ไม่ใช่เรื่องยาก
ข่าว
01 ก.ย. 2560 | te

หลายคนอาจคิดว่า'คดีสรยุทธ อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดัง คงจบแค่ศาลอุทธรณ์ เพราะจะหาใครที่ไหนมารับรองฎีกาให้ แต่ในความจริงการหาคนรับรองให้ฎีกาได้ ไม่ใช่เรื่องยาก
โดยคดีนี้ศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 6 กระทงๆ ละ 3 ปี 4 เดือน เเละเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน จึงเป็นคดีต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคเเรก ที่ระบุว่า ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ดังนั้นเมื่อคดีนี้มีการลงโทษ 6 กระทงๆละ 3 ปี 4 เดือน เท่ากับลงโทษกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงเป็นคดีต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตามในมาตรา 221ได้บัญญัติเกี่ยวกับคดีต้องห้ามฎีกาไว้ว่า ถ้าคดีนั้นมีผู้พิพากษาคนใดที่พิจารณาคดีหรือพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในคดีนั้น ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา หรือกรณีอัยการสูงสุดลงชื่อรับรองฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้สามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้
สรุปก็คือ คดีนี้กฎหมายเปิดช่องให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ ถ้ามีผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งที่ทำคดีนั้นหรืออัยการสูงสุด รับรองให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้
คำถาม คือ การที่จะให้ผู้พิพากษาที่ทำคดีนี้หรืออัยการสูงสุดมารับรองให้ฎีกาคดีได้นั้น ในความเป็นจริงหายากหรือไม่
ตอบได้เลยว่า หาไม่ยาก เพราะโดยปกติ ผู้พิพากษาที่ทำคดีก็มักรับรองอนุญาตให้ฎีกาคดีได้อยู่แล้ว ที่ผ่านมาแทบจะไม่มีคดีที่หาคนรับรองฎีกาไม่ได้
ขั้นตอนปฏิบัติก็คือ จำเลยยื่นตัวฎีกาและยื่นคำร้องขอให้รับรองการยื่นฎีกาข้อเท็จจริงต่อศาลมาควบคู่กัน โดยในคำร้องขอให้รับรองฎีกาก็จะระบุว่าผู้พิพากษาที่ทำคดีนี้มีใครบ้างและปกติก็จะบุให้ผู้พิพากษาชั้นต้น รับรองก่อน หากไม่มีผู้พิพากษาชั้นต้นคนใดรับรองให้ ก็ให้ส่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์รับรองให้ ซึ่งผู้พิพากษาที่มีสิทธิรับรองอนุญาตให้ฎีกา ก็จะดูจากตัวฎีกาที่ยื่นมาว่า ข้อเท็จจริงที่ยกมาสู้ในชั้นฎีกานั้น มีความสมเหตุสมผลพอที่จะให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรืือไม่
และนี่ก็เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมคดีสรยุทธ ถึงไม่ยื่นให้รับรองฎีกาเสียที ก็เพราะว่า คำร้องขอให้ัรับรองฎีกากับตัวฎีกาต้องยื่นคู่กัน เพราะลำพังตัวคำร้องขอให้รับรองฎีกา ไม่ได้มีเนื้อหาว่าจะฎีกาข้อเท็จจริงในประเด็นไหนบ้าง หากยื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกาไปตัวเดียว ผู้พิพากษาที่จะรับรองการยื่นฎีกาให้ ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า ปัญหาข้อเท็จจริงที่จะยื่นฎีกา ซึ่งต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจรับรองฎีกาให้มีอะไรบ้าง อีกทั้งตัวฎีกาต้องใช้เวลาในการเขียนเนื่องจากเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จึงต้องใช้ความรอบคอบในการเขียนเพื่อหวังผลในทางคดีให้ชนะในชั้นฎีกาด้วย ไม่ใช่สักแต่เขียนฎีกาไป โดยหวังแค่การรับรองให้ฎีกาได้เท่านั้น
สำหรับการยื่นขอให้รับรองฎีกาต้องยื่นต่อศาลภายใน 1 เดือนนับแต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา เพราะต้องยื่นพร้อมกับตัวฎีกาซึ่งกฎหมายกำหนดว่าต้องยื่นฎีกาภายใน 1 เดือนนับแต่มีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ถ้าเขียนตัวฎีกาไม่ทันภายใน 1 เดือน เช่น เพิ่งได้คำพิพากษามาศึกษา,เอกสารและพยานหลักฐานในคดีมีจำนวนมาก ก็ขอขยายเวลายื่นตัวฎีกาออกไปได้อีก ซึ่งก็เท่ากับว่าสามารถยื่นขอขยายเวลาการรับรองฎีกาไปในตัวเพราะต้องยื่นคู่กับตัวฎีกา
แม้ว่าคดีนี้ เกิดหาคนรับรองฎีกาข้อเท็จจริงไม่ได้(ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก)แต่ก็ยังสามารถฎีกาข้อกฎหมายได้ เพราะกฎหมายห้ามฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงเท่านั้นในกรณีจำคุกไม่เกิน 5 ปีไม่ได้ห้ามฎีกาข้อกฎหมายซึ่งคดีนี้สามารถหาประเด็นข้อกฎหมายฎีกาได้อยู่แล้ว ( ปกติทุกคดีทนายจำเลยก็หาประเด็นข้อกฎหมายฎีกาจนได้)
ดังนั้น คดีนี้ถึงศาลฎีกาแน่นอนไม่จบแค่ศาลอุทธรณ์
และเมื่อสามารถยื่นฎีกาได้ ก็ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือยื่นขอประกันตัวได้ ส่วนสรยุทธจะได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือประกันตัวระหว่างฎีกาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับศาลฎีกาว่าเมื่อพิจารณาจากฎีกาที่ยื่นโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูแล้วมีเหตุผลหรือไม่