แม้การขายข้าวผ่านทางเฟซบุ๊คจะเป็นภาพของชาวนารุ่นใหม่ แต่ไม่ว่าชาวนารุ่นไหน ก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในท้องทุ่ง
ชัยพล ยิ้มไทร วัย 32 ปี ตัดสินใจหันหลังให้กับชีวิตในเมืองเพื่อผันตัวเองเป็นชาวนา ด้วยวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง
เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งคนกลางในการขายข้าว เพราะ สร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ด้วยตัวเอง และในโลกของการสื่อสารปัจจุบัน ไม่มีอะไรที่ถูกและดีไปกว่าการทำการตลาดผ่านทางโซเชียลมีเดีย
อย่างน้อย 600,000 บาทต่อปีคือผลตอบแทนที่ชัยพลได้รับ นี่เป็นรายได้ที่มากกว่าชาวนาทั่วไป และสูงกว่ารายได้ของพนักงานบริษัทด้วยซ้ำ
เขาใช้ปุ๋ยที่หมักเองแทนการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง และยังปล่อยฟางข้าวให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ เพื่อให้กลายเป็นปุ๋ย โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีน ผลลัพท์ที่เห็นชัด คือ 700 บาท ต่อไร่ ที่ชัยพลประหยัดได้จากการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเหล่านี้
เขายอมรับว่าเขาได้แรงบันดาลใจและเคล็ดลับในการทำนาจาก อาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของฉายา "ครูชาวนา" ซึ่งมีบทบาทอย่างมาก ในการต่อสู้เพื่อการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน และไม่ต้องง้อนโยบายช่วยเหลือจากรัฐ
เรา เดินทางไปพบกับ อาจารย์เดชา ที่จ.สุพรรณบุรี เขาบอกกับเราว่า เป็นเวลานานมากแล้วที่ชาวนาไทยได้รับการปลูกฝังให้ใช้ปุ๋ยเคมี และเมล็ดพันธุ์จากบริษัทขายสินค้าเกษตร เป็นที่มาของหนี้สินของชาวนาไม่จบสิ้น
ไม่ไกลจากมูลนิธิข้าวขวัญ เราได้พบกับ รัตน์ สุพรรณ เขาทำนาเคมีมาตลอดชีวิต แม้จะก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินสะสมมาหลายปี แต่ก็ไม่ได้ให้เขาหันไปทำอาชีพอื่น
แม้ที่ผ่านจะเคย ได้ยินแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ แต่ด้วยความเคยชินและไม่เคยเชื่อว่าเกษตรอินทีรย์จะช่วยลดต้นทุนได้ ทั้งยังกลัวด้วยซ้ำว่าจะได้ผลผลิตไม่พอใช้หนี้