เนชั่นทีวี

ข่าว

บทพิสูจน์โครงการ "จำนำข้าว" ช่วยชาวนาได้จริงหรือ?

23 ส.ค. 2560 | te

บทพิสูจน์โครงการ "จำนำข้าว" ช่วยชาวนาได้จริงหรือ?

25 สิงหาคม วันชี้ชะตาของอดีตนายกรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีระบายข้าวจีทูจี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต มาตรา 123/1 กรณีปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนเกิดเป็นความเสียหายของภาครัฐหลายแสนล้าน โดยอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน สำนักอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

โครงการรับจำนำข้าวมี 2 ช่วงระหว่าง ตุลาคม 2554-เมษายน 2557 จากการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพบช่องทางการทุจริตมีหลากหลายรูปแบบเริ่มตั้งแต่กระบวนการรับซื้อข้าวก่อนออกใบประทวนให้แก่เกษตรกรไปขึ้นเงินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยโรงสีที่เข้าร่วมระหว่างนี้มีเกษตรกรจำนวนมากที่ร้องเรียนความผิดปกติของโรงสีที่เข้าร่วมโครงการทั้งในส่วนของการกดราคา โกงค่าความชื้นรวมถึงโกงตาชั่ง เกิดความไม่มาตรฐานในการดำเนินโครงการ

ขณะเดียวกันภาพรวมฉากใหญ่การระบายข้าวแบบจีทูจี กลับกลายเป็นภาพทุจริตที่เห็นเด่นชัด แต่ในอีกภาพที่ปรากฏโครงการรับจำนำข้าว แม้รู้ว่าเป็นประชานิยมแต่สำหรับชาวบ้านแล้วเม็ดเงินที่หว่านถึงมือทำให้พวกเขายังคิดถึงโครงการรับจำนำข้าว เพราะเป็นราคาข้าวที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

สุมินทร์ ภูดวงดอกกรรมการสภาเกษตรจ.กาฬสินธุ์ยอมรับว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นรากฐานบนความหวังของชาวบ้านที่มีอาชีพทำนา ส่วนกระบวนการรับจำนำข้าวในพื้นที่ร้อยละ70คิดว่าถูกต้องแล้วผ่านขั้นตอนกระบวนการรัดกุมที่สุด ถึงวันนี้ก็อยากให้มีโครงการรับจำนำข้าวกลับมาอีกเพราะมีแต่ผลดี

"ยังคิดถึงโครงการรับจำนำข้าวอยู่นะ เพราะชาวนาได้ราคาดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงจะมีการหักโน่นหักนี่ก็ยังได้ตันละไม่ต่ำกว่าหมื่น"

เช่นเดียวกันสุรินทร์ พันธุชาวนาบ้านชุมแสง หมู่2 ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลกที่ระบุว่าทำนา 36 ไร่ ได้ผลผลิตข้าว 36 ตันต่อฤดูการผลิต ปีนี้ข้าวให้ผลผลิตค่อนข้างดี เนื่องจากได้น้ำและการดูแลรักษาดี และเก็บเกี่ยวก่อนคนอื่น ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาทำให้ขายได้ราคาดีเฉลี่ยตันละ 7,000 บาท แต่หลังจากนั้นราคาก็เริ่มตกลงเรื่อยๆ จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลราคาข้าวด้วย เพราะทุกวันนี้ ชาวนาอยู่ในภาวะขาดทุนส่วนใหญ่ มีบางรายเท่านั้นที่จะเสมอตัวหรือได้กำไร เงินที่ได้จากการขายข้าวก็แค่ส่งดอกเบี้ยธ.ก.ส.เท่านั้น เพราะราคาข้าวตกต่ำมาก

"ที่ผ่านๆ มา มีโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็มีประกัน แต่เราก็ไม่ได้หวังไปให้ราคาสูงถึงตันละ 10,000 เราขอแค่เราพออยู่ได้เท่านั้นเองหลังจากนี้อีก 3 เดือน พื้นที่อ.บางระกำก็จะพักงดปลูกข้าวรอทำนารอบใหม่ช่วงปลายปี ด้วยความคาดหวังเช่นเดิมคือภาครัฐจะมาช่วยดูแลราคาผลผลิตรอบใหม่หรือไม่"ชาวนารายเดิมกล่าววิงวอน

ขณะที่สุทน มะนาวหวานชาวนาบ้านย่านใหญ่ หมู่8 ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลกก็มองไม่ต่างกัน โดยชาวนาในพื้นที่อ.บางระกำจะทำนาได้เพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น ช่วงหน้าฝนจะได้รับผลกระทบจากแม่น้ำยมล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ และปีนี้ในพื้นที่ได้เข้าร่วมโครงการบางระกำโมเดล 60 ได้ปรับปฏิทินทำนาให้เร็วขึ้น โดยเริ่มทำการเพาะปลูกในวันที่ 1 เมษายน เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวให้เสร็จในเดือนสิงหาคม ก่อนที่น้ำจะท่วมขังนาน 2-3 เดือน และจะเริ่มทำนาปรังรอบใหม่อีกครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม

สุทนเผยว่าปีนี้ฝนตกชุกและน้ำมาเร็วมาก ทำให้บางพื้นที่ถูกน้ำท่วมข้าวเสียหายอีกจำนวนมาก ก็เร่งชิงเก็บเกี่ยวผลผลิตหลายรายขายข้าวได้ราคาต่ำ อย่างเช่นตนทำนา 100 ไร่ บางแปลง ก็ต้องเก็บเกี่ยวก่อนกำหนด เพราะเกรงจะถูกน้ำท่วม ขายได้ตันละ 3,000 บาท บางแปลงก็ได้ผลผลิตดี ได้ไร่ละ 1 ตันขึ้น แต่ราคาก็ตกต่ำ ขายได้ตันละ 6,500 บาท ทำให้รายได้จากการขายข้าวรอบนี้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ได้แต่จ่ายดอกเบี้ยให้แก่ธ.ก.ส.เท่านั้น

"ปีนี้ภาครัฐไม่ได้มีมาตรการช่วยเหลือด้านราคาใดๆ ถ้าถามชาวนาก็อยากขายข้าวให้ได้ตันละ 7,000 บาท แต่จะย้อนกลับไปแบบโครงการรับจำนำข้าวก็ไม่ได้ ที่เคยขายได้ตันละ 10,000 บาท ซึ่งชาวนาก็พอยิ้มออก ส่วนเงินในโครงการจะหายไปไหนบ้าง ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบกันต่อไป ปีนี้ภาครัฐให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ถูกน้ำท่วม 3,000บาทในฤดูการผลิตต่อไป ก็อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลช่วยเหลือเรื่องราคาข้าวตกต่ำด้วย และจะมีมาตรการใดๆ ก็ควรออกมาแต่เนิ่นๆ ในช่วงที่ข้าวยังอยู่ในมือชาวนา"เขากล่าววิงวอนทิ้งท้าย


"ทุจริตจำนำข้าว"อานิสงส์จากบริหารแบบเบ็ดเสร็จ

พวงเพชร วัฒนวิเชียรผู้จัดการสกต.กาฬสินธุ์ จำกัด กล่าวว่า สกต.กาฬสินธุ์ได้จ่ายเงินไปกับโครงการรับจำนำข้าวมากกว่า 200ล้านบาท โดยรับซื้อข้าวจากเกษตรกรเฉลี่ยตันละ 15,000-22,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยความชื้น จากนั้นนำข้าวมาคัดเกรดคุณภาพแยกเป็นส่วนๆเพื่อนำส่งหรือขายให้แก่โรงสี หรือคู่ค้าระหว่างโรงสี ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีความพอใจต่อโครงการรับจำนำข้าวค่อนข้างมากแต่หากไม่มีทุจริตประชาชนจะได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าวจริงๆ และยั่งยืน

"ถ้าโครงการรับจำนำข้าวกลับมาอีกชาวบ้านก็อาจจะยิ้มออกแต่ต้องดูกระบวนการให้ดีทุกขั้นตอนอย่าให้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน"ผู้จัดการสกต.กาฬสินธุ์ให้มุมมอง

แต่สำหรับ"บำรุง คะโยธา"อดีตสมัชชาคนจน ซึ่งปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเต็มขั้น และเป็นหนึ่งในกรรมการศูนย์ชาวนาเอเชีย มองว่า โครงการนี้กลายเป็นบทสรุปแห่งความล้มเหลวในการบริหารงานภาคการเกษตรของรัฐบาล แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีความพยายามเข้ามาช่วยเหลือชาวนาอย่างมากจากหลายโครงการทั้งการแทรกแซงราคา จนถึงการรับจำนำข้าวสุดท้ายก็กลายเป็นช่องทางของกลุ่มแสวงหาประโยชน์ มีทั้งสต็อกข้าวลม โกดังลม ข้าวหาย

"โครงการรับจำนำข้าวในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์มีความเลวร้ายมากขึ้นจากการบริหารเบ็ดเสร็จ และไม่คิดว่าการกระทำที่นำมาซึ่งการสูญเสียเงินของแผ่นดินหลายแสนล้านบาทนั้นจะนำพาพวกเขาเข้ามาสู่กระบวนการรับโทษทางกฎหมายในคดีอาญา ก่อนหน้านั้นนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์และผู้คร่ำหวอดในวงการข้าว โรงสี และการตลาดข้าวโลกได้พยายามท้วงติง และขอให้หยุดแนวคิดจำนำข้าวราคาสูงมาใช้สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านทานได้ และปมทุจริตก็เกิดขึ้นจริงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ"

บำรุงยอมรับว่าความเสียหายต่อรัฐในการรับซื้อหรือจำนำข้าวในราคาตันละ 15,000-20,000บาท ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้นถือเป็นการค้าขายข้าวที่สวนกระแสกับราคาตลาดโลก และไม่สามารถขายข้าวในตลาดโลกในราคานี้ได้ จนทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ เสียลูกค้าไป อีกทั้งยังลืมมองไปว่ากระบวนการแข่งขันค้าขายข้าวประเทศไทยเริ่มมีปัญหา ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า เวียดนาม ลาว ปรับตัวเข้าสู่การทำนาข้าวเพื่อการค้าคุณภาพปริมาณผลผลิตที่ดีกว่ามาก

"สำหรับคดีนี้น่าจะเป็นมิติใหม่ของกระบวนการเอาผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องจับตามองเงินหลายแสนล้านถ้าให้ชาวนาจริงๆ คงไม่มากถึงขนาดนั้นถ้าไม่มีวงจรทุจริตเข้ามา"บำรุง กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด