"ไผ่ลำเดียว" : "ไผ่ ดาวดิน" วันที่ยืนต้านลม
19 ส.ค. 2560 | Ekkapon

"ไผ่ ดาวดิน" หลายคนมองเป็นนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า หลายคนมองเป็นตัวป่วนทางการเมือง ความเคลื่อไหวของเขาถูกจับตาแม้วันที่กลายสภาพเป็นนักโทษเต็มตัว
ข่าว
19 ส.ค. 2560 | Ekkapon

"ไผ่ ดาวดิน" หลายคนมองเป็นนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า หลายคนมองเป็นตัวป่วนทางการเมือง ความเคลื่อไหวของเขาถูกจับตาแม้วันที่กลายสภาพเป็นนักโทษเต็มตัว
"จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา" หรือ "ไผ่ ดาวดิน" ชื่อนี้เป็นที่รู้จักมาขึ้นเรื่อยๆ นับแต่วันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ายึดอำนาจ จนกระทั่งวันนี้เขากลายเป็นนักโทษเมื่อ ศาลตัดสินให้เขาต้องโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน จากการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ความเคลื่อนไหวของ "ไผ่" นั้นได้รับความสนใจจากคนจำนวนมาก เนื่องด้วยเพราะบทบาทของการทำกิจกรรมนักศึกษา และท่วงท่าการขยับในแต่ละห้วงของพวกเขาปฏิเสธไม่ได้ว่าดึงดูดความสนใจของคนเป็นอย่างมาก เพราะมีทั้ง "ความจริงจัง" และความ "กวน" ตามแบบฉบับของเด็กหนุ่ม
ปัจจุบัน "ไผ่ ดาวดิน" อายุ 26 ปี แต่หากมองย้อนกลับไปจะพบว่าเขามีความสนใจด้านการเมือง ส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวซึ่งมีส่วนผลักดัน ทั้ง "พริ้ม บุญภัทรรักษา" มารดาที่เป็นทนายความ เช่นเดียวกับ "ทนายอู๊ด - วิบูลย์ บุญภัทรรักษา" บิดาของไผ่นั้นเป็นทนายนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน ทำคดีช่วยชาวบ้านและเอ็นจีโอ อยู่ในทีมกับ "ทองใบ ทองเปาว์" อดีตทนายรางวัลแม็กไซไซ
"ทนายอู๊ด" เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาเดินขบวนในทุกรัฐบาล ทั้งรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขาบอกด้วยว่าแม้แต่ กปปส. เขาก็เห็นด้วยในเรื่องการต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยในทุกประเด็น
"ไผ่" เล่าว่า เขาสนใจแต่การเมืองมาแต่ไหนแต่ไร ตอนที่เขาเรียนมัธยม เขาก็ออกไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อขับไล่ "ทักษิณ ชินวัตร"
เขาเล่าด้วยว่าตอนนที่ทหารรัฐประหารเมื่อปี 2549ยังดีใจไปด้วย เพราะคิดว่าชนะได้ แต่เมื่อได้เริ่มทำกิจกรรมความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไป
หากพูดถึง "ไผ่ จตุภัทร์" ก็ต้องพูดถึง "ดาวดิน" คณะกิจกรรมนักศึกษานิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ทำกิจกรรมร่วมกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเขาเป็นสมาชิกของกลุ่มนี้
"ดาวดิน" เริ่มมีชื่อเสียงต่อสังคมในวงกว้างจากความเคลื่อนไหวในการต่อต้านเหมืองทอง ที่ อ.วังสะพุง ใน จ.เลยการคุกเข่าท่ามกลางสายฝน ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ภาพการคล้องแขนดันกับเจ้าหน้าที่ ใช้ร่างกายตัวเองเป็นโล่ห์มนุษย์เพื่อคัดค้านกระบวนการทำ EHIA กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำของขบวนการกิจกรรมนักศึกษายุคใหม่
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ณ ปี พ.ศ. 2556 "ดาวดิน" เป็นพระเอกในสายตาคนจำนวนมาก เรื่องราวของพวกเขาทยอยออกมาสู่หน้าสื่อ และในปีนั้นเองพวกเขาได้รับ "รางวัลเยาวชนต้นแบบ" ในงานประกาศผลรางวัล "คนค้นฅนอวอร์ด" แต่ใครจะรู้ว่าในอีกหนึ่งปีถัดมา พวกเขาจะกลายเป็นผู้ร้ายในกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล
ชื่อ "ดาวดิน" นั้นมาจากชื่อวารสารของกลุ่มกฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม ของนักศึกษานิติศาสตร์มหาวิทยาลัยของแก่น ทางกลุ่มเล่าที่มาของชื่อ "ดาวดิน" ว่าเกิดจากการถกเถียงและมีผู้ก่อตั้งกลุ่มคนนึงมองบนฟ้า พร้อมบอกว่า "ดาวที่เห็นสวยงามอยู่บนท้องฟ้า ที่จริงแล้วก็คือก้อนดิน แต่มนุษย์เรากับให้คุณค่ามันมากเกินไป จริงๆ แล้ว ดาวกับดินก็ค่าเท่ากัน"
ภายหลังการยึดอำนาจปี 2557 กลุ่มดาวดินยังคงเดินหน้าทำกิจกรรม และในวันที่ 19 พ.ย. 2557 พวกเขาก็ได้เปิดตัวในการขับเคลื่อนทางการเมืองอย่างเป็นทางการระหว่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ลงพื้นที่เปิดงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในจังหวัดขอนแก่น
พวกเขาที่เตรียมการอยู่ได้ถอดเสื้อคลุม เผยให้เห็นเสื้อยืดที่อยู่ภายในที่เขียนว่า "ไม่-เอา-รัฐ-ประ-หาร" และชูสามนิ้้วที่เปนสัญลักษณ์ต่อต้าน และเป็นครั้งแรกที่พวกเขาถูกรวบตัว
จากนั้น 22 พ.ค. 2558 ในวันครบรอบ 1 ปี รัฐประหารพวกเขา ได้จัดกิจกรรมแสดงการคัดค้านรัฐประหารเดินร้องรำทำเพลงไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ด้วยใบหน้าที่ร่าเริง ยิ้มแย้ม แต่จากเหตุการณ์นั้นเอง "ไผ่ ดาวดิน" ต้องเข้าไปนอนในคุกเป็นครั้งแรก เพราะถูกแจ้งความในข้อหา ชุมนุมทางการเมืองฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ฐานยั่วยุปลุกระดมประชาชน โดย ศาลทหารได้อนุมัติฝากขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ต่อมาศาลไม่อนุญาตให้ฝากขังผลัดสองจึงถูกปล่อยตัวออกมา
จากนั้นการติดคุกครั้งที่สองของเขา ก็เกิดในช่วงการทำประชามติ กลุ่มดาวดิน และ "ไผ่" ก็ได้เคลื่อนไหวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยถูกจับกุมขณะเดินแจกเอกสารรณรงค์ประชามติที่ตลาดสดเทศบาลภูเขียว จากนั้น "ไผ่" ถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ด้วยข้อหากระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 และส่งฟ้องศาลจังหวัดขอนแก่น
ในช่วงที่ถูกควบคุมตัวนั้น เขายืนยันว่าการควบคุมตัวนั้นมิชอบและประท้วงด้วยการ อดอาหารเป็นเวลา 10 วัน จน เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวออกมา โดยมีเงื่อนไข ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ห้ามยุ่งเกี่ยวหรือชุมนุมทางการเมือง
จากนั้นในเดือน 2 ธันวาคม 2559 เขาต้องเขาไปอยู่ในเรือนจำอีกครั้งตามที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ครั้งนั้นเพียงสองวันก็ได้รับการประกันตัว จนกระทั่ง 22 ธ.ค. 2559 เขาถูกถอนประกันตัวเนื่องจากถูกระบุว่าโพสต์ข้อความเย้ยอำนาจรัฐ
และครั้งนี้เองที่อิสรภาพของเขาสิ้นสุดลง การขอประกันตัวถูกปฏิเสธมาโดยตลอด ระหว่างทางนั้นเขาได้รับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชนจากประเทศเกาหลีใต้ แต่ก็ไม่สามารถออกไปรับรางวัลได้ มีเพียงครอบครัวที่เดินทางไปในฐานะตัวแทน และดอกไม้วางไว้บนเก้าอี้ที่ว่างเปล่า
สุดท้าย "ไผ่" รับสารภาพกับคดีที่เกิดขึ้น และศาลสั่งจำคุก 2 ปี 6 เดือน หากหักกลบลบหนี้จากที่ติดมาแล้วก็ยังเหลือต้องจำคุกอีก 1 ปี 10 เดือน
แต่เมื่อครบกำหนดก็ใช่ว่า อิสรภาพจะมาหาเขาง่ายๆ เพราะวันนี้เขายังเหลืออีก สี่คดีที่ยังไม่ได้ตัดสินประกอบด้วย 1.คดีชูป้ายต้านรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ศาลทหารขอนแก่น 2.คดีตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จากการร่วมชุมนุมกับนักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ที่กรุงเทพฯ คดีนี้ยังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน 3.คดีตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 จากการจัดกิจกรรม "พูดเพื่อเสรีภาพ" รัฐธรรมนูญกับคนอีสานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งพนักงานสอบสวนนัดส่งผู้ต้องหาให้อัยการทหารจังหวัดขอนแก่นในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 และ4.คดีตามพ.ร.บ.ประชามติฯจากการแจกใบปลิวที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่รอผลการตัดสินทั้งสิ้น
หนทางสู่อิสรภาพของเขายังอยู่อีกไกลนัก