"รอการระบาย" เหตุกรุงเทพฯ เมืองขวางน้ำ

นักวิชาการชี้ไทยเผชิญสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยน เกิดฝนตก น้ำท่วมระบายไม่ทัน แนะก.ย-ธ.ค.เฝ้าระวังฝนตก-พายุ เตรียมอุปกรณ์สูบน้ำ เก็บกักน้ำปริมาณเหมาะสม มีแผนฉุกเฉิน
ข่าว
ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธาน TGWA และอาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาว่า ตั้งแต่ปลายปี 2559 มาจนถึงม.ค.2560 ประเทศไทยเจอกับภาวะอากาศแปรปรวนอย่างมาก 12 จังหวัดภาคใต้ฝนตกหนักต่อเนื่องเกิดน้ำท่วม พอมาช่วงมี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมาทั้งที่เป็นช่วงหน้าแล้งก็เจออิทธิพลของพายุทางอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ หรือทะเลน้ำตื้น ส่งผล กรุงเทพฯเจอฝนถล่มอย่างหนัก หลายพื้นที่น้ำท่วมขังเพราะระบายน้ำไม่ทัน
"ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯในปี 2554 เป็นผลมาจากน้ำทางภาคเหนือ ซึ่งถ้าดูสถานการณ์ในปีนี้อาจจะไม่ได้หนักเช่นนั้น เพราะพื้นที่กรุงเทพฯจะเกิดจากอิทธิพลของพายุเช่นน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปี 2495 และ 2526 แต่ในครั้งนั้นระบบการระบายน้ำดีกว่าปัจจุบันมาก เพราะฉะนั้น ที่ต้องระวังก็คือไม่ใช่แค่ฝนตกหนัก แต่การที่ฝนตกต่อเนื่องก็มองข้ามไม่ได้และต้องเตรียมการระบายน้ำให้พร้อม"ประธาน TGWA กล่าว
ขณะที่ปัจจัยที่เป็นปัญหาในการระบายน้ำของกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆนั้น ศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองขวางน้ำหลาก จึงเกิดน้ำท่วมขนาดใหญ่บ่อย ยิ่งช่วงหลังมีการสร้างผนังป้องกันน้ำท่วม ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าในคลองจึงเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำจากคลองสายต่างๆ สู่แม่น้ำ ยังมีเรื่องการขยายตัวของเมืองทั้งกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆที่เติบโตเร็วก็มีผลเช่นกัน ตลอดจนความสามารถในการระบายน้ำมีขนาดเล็ก ประมาณ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แต่คาดว่าความสามารถการระบายน้ำทุกวันนี้อาจทำได้แค่ราว 40 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น เพราะท่อระบายใช้มานานอาจมีการทรุดตัวทั้งยังใช้ร่วมการระบายน้ำที่ใช้วันละ 6 ล้านลบ.ม. ปัญหาขยะตามคลอง และท่อระบายน้ำ เป็นอุปสรรคในการระบายน้ำ
อย่างไรก็ตาม การเตรียมการรับมือกับสภาพอากาศแปรเปลี่ยนนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ดูแลระบบแจ้งเตือนพิบัติภัยล่วงหน้า ควรเฝ้าระวังและแจ้งเตือนประชาชนเรื่องฝนตกหนักและพายุ โดยเฉพาะในช่วงเดือน กันยายนถึงธันวาคมนี้ ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องระบบระบายน้ำเพื่อรองรับฝนตกหนักที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งเรื่องขยะกีดขวางและเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำไว้พร้อมใช้งาน
ในต่างจังหวัดหน่วยงานที่ดูแลเรื่องกักเก็บน้ำ ควรระวังการกักเก็บน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ทั่วประเทศในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบจากการระบายน้ำจำนวนมากขณะมีฝนตกหนักหรือมีพายุ ที่สำคัญต้องจัดเตรียมแผนฉุกเฉินกรณีเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่เกิดขึ้น
ด้าน รศ.ดร.อภิชาติ อนุกูลอำไพ นายสมาคมทรัพยากรแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถึงเวลานี้ตั้งคำถามว่าคนไทยได้เรียนรู้อะไรจากบทเรียนของน้ำท่วมในปี 2554 หรือไม่ เพราะหลังจากน้ำท่วมครั้งนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของบประมาณมาดำเนินการ แต่แก้ปัญหาไม่ถูกทางโดยเฉพาะการขุดรอกลำน้ำ ที่ควรต้องคิดใหม่และเลิกทำ เพราะการขุดรอกลำน้ำเดิมที่มีสภาพกว้าง แล้วสร้างคันกั้นน้ำทำให้ลำน้ำแคบลง เป็นการบีบเส้นทางน้ำ แทนที่น้ำจะกระจายแนวราบตามสภาพธรรมชาติพอมาเจอเหมือนกำแพงกั้น ซึ่งถ้าเกิดฝนตกหนัก น้ำระบายไม่ทันอาจจะเกิดผลเสียมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ต้องเอาบทเรียนปี 2554 มาศึกษา ขณะเดียวกันต้องเรียนรู้และเข้าใจสภาพธรรมชาติของน้ำด้วย
ขณะที่ นายเทอดเกียรติ ศักดิ์คำดวง อดีตนายสมาคมสถาปนานิกผังเมืองไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการผังเมืองทำอย่างไม่เป็นระบบ ทำได้แค่การควบคุมไม่ให้ผิดแผกไปจากที่กำหนดไว้ ที่ผ่านมาตนเสนอมาตลอดว่ากรุงเทพฯหรือจังหวัดต่างๆ ต้องมีแผนแม่บทในการบริหารจัดการผังเมือง โดยจัดตั้งองค์กร บรรษัทขึ้นมาทำหน้าที่ ซึ่งการกำหนดผังเมืองที่ชัดเจนจะครอบคลุมทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบบำบัดน้ำเสีย การระบายน้ำ ถ้าทำตรงนี้ได้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การระบายน้ำก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เกิดปัญหาทีหน่วยงานก็แก้ไขกันเฉพาะหน้าแบบตามสถานการณ์