เสียงสะท้อนของประชาชนที่ใช้บริการรถเมล์ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่า การที่กรมการขนส่งทางบก เปลี่ยนหมายเลขรถเมล์และปรับเส้นทางรถเมล์ให้สั้นลง อาจจะให้การเดินทางลำบากขึ้น โดยเฉพาะต้องจำสายรถเมล์ใหม่ แถมยังต้องจำอักษรภาษาอังกฤษด้วย
คงจะเป็นงานยากสำหรับ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่สันทัดภาษาอังกฤษ ที่ต้องมานั่งจำสายรถเมล์ใหม่หมด
เช่น สาย 26 มีนบุรี-อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะเปลี่ยนเป็นสายG40 ซึ่งหากขึ้นทางด่วนก็จะเปลี่ยนเป็น G39E ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ประชาชนที่มาใช้บริการ เกืดความสับสน แม้ว่าในช่วงเริ่มต้น จะมีการติดป้ายรถเมล์เก่าควบคู่กับรถเมล์สายเดิม เช่น เดิมสาย501 ที่เปลี่ยนเป็นสาย G57 หมู่บ้านนักกี่ฬาแหลมทอง-ท่าช้าง โดยชื่อใหม่จะเปลี่ยนเป็น 501 (G57) เป็นต้น
นอกจากจะหมายเลขสายรถเปลี่ยนแล้ว ประชาชนอาจจะต้องแบกรับภาระค่าเดินทาง เนื่องจากการปฎิรูปรถเมล์ครั้งนี้ เป็น269 เส้นทาง จากเดิม 208 เส้นทาง ส่งผลให้ระยะการเดินรถบางเส้นทางสั้นลง ประชาชนต้องต่อรถเมล์หลายสายขึ้น
แต่ก็มีคำถามว่า เป้าหมายหลักของการปฎิรูปเส้นทางรถเมล์ คาดหวังให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 20% จะเป็นไปได้จริงหรือไม่ เนื่องจากการปฎิรูปรถเมล์ในครั้งนี้ จะมีการลดระยะทาง และปรับเปลี่ยนเลขหมาย
ไม่เพียงแต่การปฏิรุปเส้นทางรถเมล์ 269 เส้นทาง สิ่งที่กรมการขนส่งทางบกกำลังเร่งดำเนินการ คือการคัดเลือกเอกชน ให้มาเดินรถเมล์ในเส้นทางปฎิรูป โดยนำร่อง 10 สาย จากเดิมที่มีเพียงขสมก.ผูกขาดในการเดินรถ และให้สัมปทานกับรถร่วม ซึ่งในเบื้องต้นการการขนส่งทางบก ได้กำหนดค่าใบอนุญาติเอกชนที่มีข้อเสนอดีที่สุด มาเดินรถ เช่น เสนอจะมีรถใหม่ให้บริการ และเก็บค่าโดยสารถูกที่สุด ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมใบละ 5,000บาท ในสัญญา 5 ปี และ 7,000 บาท ของสัญญา 7ปี หรือเฉลี่ยปีละ 1,000 บาท
ก็ต้องมาจับตาดูว่า การปฎิรูปเส้นทางในครั้งนี้ ใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุด และจะแก้การโกลาหน สับสนสายรถเมล์ของประชาชนได้อย่างไร