สอดคล้องกับข้อถกเถียงซึ่งอีลอน มัสค์ ประธานบริษัท SpaceX ได้แลกเปลี่ยนกับเจ้าของเฟซบุ๊กอย่างมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ที่ปรากฏมาก่อนหน้านี้ ฝ่ายมาร์คบอกว่าควรมีการพัฒนาAIต่อไป เพราะมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ส่วนอีลอนมองว่าควรจำกัดขอบเขตไว้ เพราะAIอาจจะเป็นภัยต่อมนุษยชาติ หากเกิดภาวะที่หลุดออกจากการควบคุมไป
จุดเริ่มต้นของAIที่สร้างภาษากันเองในเฟซบุ๊กจะเป็นอย่างไรยังไม่มีข้อมูลปรากฏแน่ชัด แต่ที่แน่ๆ คือในโลกโซเชียลทั้งสื่อและคนอ่านข่าวต่างพากันตกอกตกใจใหญ่ ในทัศนะของศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อาจารย์จากภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเชี่ยวชาญด้านปรัชญาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มองว่าคงต้องมาตั้งต้นก่อนว่าAIคืออะไร
อาจารย์โสรัจจ์เล่าเท้าความว่า แนวคิดปัญญาประดิษฐ์หรือAIมีมานานมาก จุดเริ่มต้นมีมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยแนวคิดของอลัน ทัวริ่ง บิดาของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ ที่มีเกณฑ์ในการตรวจสอบว่าAIไหนเป็นAIขั้นสูงจริง จะต้องให้คนมาคุย ถ้าคุยแล้วคนไม่รู้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ ถึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีAIชนิดใดทำได้
"ทุกวันนี้ไม่มีAIที่ผ่านการทดสอบแบบทัวริ่งก็จริง แต่มันก็ไม่ได้ปิดกั้นการพัฒนาAIนะ ตัวอย่างที่เราเห็นชัดๆ เลยอย่างAIกูเกิลแปลภาษา เราก็มีแล้ว อัลฟ่าโกะAIที่เล่นโกะชนะคน เราก็มี แต่ถ้าจะเป็นAIขั้นสูงจริงแบบที่คนกลัว ในอีก20-30ปีนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้"ศ.ดร.โสรัจจ์กล่าว
เพราะเงื่อนไขสำคัญของการมีตัวตนและมีความคิดคือการมีจิตรู้สำนึก (Consciousness) ซึ่งเป็นสิ่งซับซ้อนและยากที่คอมพิวเตอร์จะสามารถเลียนแบบมนุษย์ และมีความเกี่ยวข้องกับการมีร่างกาย ความคิดที่จะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือการคิดแบบมนุษย์คิด
"ต้องถามก่อนว่าAIเข้าใจไหมกับสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่ คือทำงานแล้วคิดของมันเอง ทำได้ แต่มันอยู่ที่ว่ามันรู้ตัวไหมว่ามันกำลังทำงาน อย่างแปลภาษามันแปลได้ แต่มันเข้าใจจริงๆ ไหมว่ามันแปลอะไร รู้จริงไหม คือมันเป็นเรื่องซับซ้อนถ้าจะให้AIมีจิตสำนึกแบบมนุษย์ มันอาจจะต้องเป็นมนุษย์ก่อน และต้องอาศัยเวลามาก เพราะการเป็นมนุษย์ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็เป็น มันต้องมีพัฒนาการ ต้องอยู่ในชุมชนมนุษย์ ต้องผ่านวิวัฒนาการทางภาษา ประสบการณ์ อะไรต่ออะไรมาก"ศ.ดร.โสรัจจ์ระบุ
ศ.ดร.โสรัจจ์แสดงทัศนะว่ามนุษย์ย่อมกลัวการที่ตัวเองจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งไม่มีชีวิต กลัวการไม่มีที่อยู่ กลัวการสูญพันธุ์ การที่มนุษย์กลัวAIก็เพราะความไม่รู้ว่าAIจะเป็นอย่างไร กลัวหุ่นยนต์ครองโลกเหมือนในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายๆ เรื่อง
"ผมมองว่าถ้าหุ่นยนต์ครองโลกแล้วมันจะเสียหายตรงไหน ถึงไม่มีมนุษย์ แต่ถ้ามีสิ่งที่ฉลาดกว่า มีประสิทธิภาพกว่ามนุษย์ขึ้นมาแทนเราจะก็ควรเปลี่ยนไปตามพัฒนาการที่มันเกิด เหมือนว่าจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ถูกย้ายจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ซึ่งในที่นี้ก็คือAIไม่ได้หายไปแต่ถูกแทนที่"
อาจารย์โสรัจจ์บอกอีกว่าความท้าทายในเชิงประเด็นจริยธรรมของการอยู่ร่วมกันระหว่างAIกับมนุษย์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ย้อนกลับไปหลายสิบปี ไอแซค อาสิมอฟ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ให้กฎหุ่นยนต์ 3 ข้อ โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่หุ่นยนต์ต้องไม่ทำร้ายมนุษย์ ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาหุ่นยนต์ในปัจจุบัน
"จริยธรรมสำคัญที่เราต้องมาตั้งคำถามคือทุกวันนี้เรามีหุ่นยนต์สงครามแล้ว มีปืนกลที่ตรวจจับคนด้วยระบบเซ็นเซอร์ มีเครื่องบินไอพ่นไร้คนขับ ทำไมเราไม่มองกันตรงนี้เลย ยังไม่รวมถึงในโลกออนไลน์ที่หุ่นยนต์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเราได้ง่ายมากๆ แล้วถ้าวันดีคืนดีข้อมูลเราถูกนำไปใช้ทำอะไรขึ้นมาจะเป็นอย่างไร เราต้องคุยกันถึงตรงนี้ด้วย"ศ.ดร.โสรัจจ์กล่าว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องแล็บของเฟซบุ๊กอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ "จิตรู้สำนึก" ได้ไหม และหุ่นยนต์จะสามารถขึ้นมาครองโลกได้หรือไม่ยังเป็นเรื่องอนาคตยาวไกลที่ ศ.ดร. โสรัจจ์เชื่อว่าไม่ใช่สิ่งที่คนยุคปัจจุบันจะเผชิญ แต่ปัญหาใหญ่มากกว่าที่ควรเร่งแก้ไขคือการว่างงานของคน เพราะถูกหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ ต้องทำอย่างไร
"ต่อจากนี้ไปไม่อีกกี่ปี งานลักษณะที่ทำซ้ำๆ จะถูกหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่หมด อย่างงานในโรงงาน หรือแม้แต่รถแท็กซี่ไร้คนขับจะมีแล้ว ยังไม่รวมพวกทนายความ ที่ปรึกษากฎหมายออนไลน์ที่เขาวิจัยแล้วพบว่าหุ่นยนต์ตอบได้ดีกว่าสำนักงานกฎหมายทั่วไปอีก แล้วเราจะทำอย่างไรกับคนตกงานจำนวนหลายแสนหลายล้านคนทั่วโลก ถ้าจะกลัวหุ่นยนต์ ควรกลัวเรื่องนี้มากกว่าเรื่องหุ่นยนต์จะครองโลกแบบในหนังเรื่องเทอร์มิเนเตอร์เถอะ"ศ.ดร.โสรัจจ์ทิ้งท้าย