เนชั่นทีวี

ข่าว

ทรัมป์เผชิญหน้าปูตินครั้งแรกเวที G-20 สัปดาห์หน้า ตลาดจับตาจุดเดือดสงครามเศรษฐกิจ?

30 มิ.ย. 2560 | te

ทรัมป์เผชิญหน้าปูตินครั้งแรกเวที G-20 สัปดาห์หน้า ตลาดจับตาจุดเดือดสงครามเศรษฐกิจ?

ทรัมป์เผชิญหน้าปูตินเป็นครั้งแรกในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G-20 สัปดาห์หน้า ที่เมืองฮัมบรูก เยอรมนี ท่ามกลางการจับตาจากทั่วโลกอาจจะเป็นจุดเดือดของสงครามการค้าโลกรอบใหม่ หรือจะเป็นจุดเริ่มต้นในบรรยากาศของสันติภาพหรือไม่ หลังจากที่ความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ปะทุขึ้นเป็นระยะๆ นับตั้งแต่การประกาศ America First ของทรัมป์ จนเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากจากจีนและสหภาพยุโรปในเวทีประชุม WEF ช่วงต้นปีมานี้ รวมถึงแนวโน้มการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียและอิหร่านที่ร้อนแรงมากขึ้น

สี จิ้นผิง เดินทางถึงฮ่องกงเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 20 ปีที่ได้รับการส่งมอบคืนจากอังกฤษในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ท่ามกลางการต้อนรับที่อบอุ่นจากประชาชนที่ยังคงมีความรู้สึกที่ดีต่อทางการปักกิ่ง สลับกับกระแสการประท้วงจากกลุ่มที่เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยและไม่พอใจการปกครองของจีน โดยให้ความมั่นใจที่่จะพัฒนาเศรษฐกิจของฮ่องกงให้เหมือนกับการเดินทางในช่วงที่ผ่านมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ภายใต้หลักนโยบาย "1 ประเทศ 2 ระบบ" โดยจะใช้เวลา 50 ปีในเส้นทางดังกล่าวยกระดับสู่ภูมิภาค ก่อนที่จะคืนเสรีภาพในระบอบประชาธิบไตยให้กับฮ่องกง
IIF ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ออกรายงานเตือนการก่อหนี้โลกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 217 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 327% ของจีดีพีโลก ณ สิ้นสุดไตรมาสแรกปี 2017 โดยชี้ว่าเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ จำนวนหนี้ได้เพิ่มขึ้นกว่า 50 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมเตือนการก่อหนี้ในรูปที่มีการออกบอนด์ของกลุ่มประเทศใน Emerging Markets เป็นเม็ดเงินสูงถึง 2,5 ล้านล้านดอลลาร์ สู่ยอดรวมทั้งสิ้น 18.4 ล้านล้านเลลาร์ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกลายเป็นปัญหาได้ เมื่อบอนด์ที่ออกมาจำนวนถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ จะครบกำหนดการไถ่ถอนภายในสิ้นปี 2018

1.ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เป็นครั้งแรกในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G-20 ที่เมืองฮัมบรูก เยอรมนี ระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม ท่ามกลางการจับตาจากทั่วโลกอาจจะเป็นจุดระเบิดสงครามการค้าโลกหรือไม่ หลังจากที่ความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ปะทุขึ้นเป็นระยะๆ นับตั้งแต่การประกาศนโยบาย America First ของทรัมป์ภายหลังการเลือกตั้งช่วงปลายปีที่ผ่านมา
จนเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากจากผู้นำจีนและสหภาพยุโรปในเวทีประชุม World Economic Forum (WEF) ช่วงต้นปีมานี้ รวมถึงแนวโน้มการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียและอิหร่านที่ร้อนแรงมากขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดในปัญหาขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาท่าทีของผู้นำชาติอื่นๆ ทั้งท่าทีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน โดยเฉพาะแองเกลา เมอร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนึ ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุม G-20 จะท้าทายทรัมป์หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาถูกกล่าวหาอย่างหนักว่าดำเนินนโยบายที่เอารัดเอาเปรียบสหรัฐ
กลุ่ม G-20 ปะกอบด้วยกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นน้ำ G-7 คืออังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่อีก 12 ประเทศ คือ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และตุรกี โดยได้รวมเอาสหภาพยุโรป (อียู) เข้ามาด้วยนั้น ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันถึง 90% ของโลก และมีประชากรรวมกัน 2 ใน 3 ของโลก

2.ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ประธานาธืบดีรัสเซียจะเป็นหนึ่งในผู้นำโลกหลายๆ คนที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะพบปะพูดคุยด้วยระหว่างการประชุม G-20 นี้ โดยที่ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ต้องการเห็นการพัฒนาความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์มากขึ้นกับรัสเซีย แต่ขณะเดียวกันทรัมป์ยังแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเช่นกันถึงการจะดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นหากต้องเผชิญกับพฤติกรรมปั่นป่วนของรัสเซีย
ท่ามกลางคำกล่าวหารัสเซียแทรกแซงศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐและสมคบคิดทีมหาเสียงของทรัมป์ ซึ่งยังคงฉุดรั้งการทำงานของเขาในช่วง 5 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทางด้านเครมลินเคยกล่าวว่า ปูตินและทรัมป์จะพบเจอกันรอบนอกการประชุม G-20 แต่ก็ยังไม่มีแผนแยกการหารือ นอกเหนือจากที่จะพบปะกันในเวทีประชุมอยู่แล้ว

3.ประธานาธบดีสี จิ้นผิง เดินทางถึงฮ่องกงเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 20 ปีที่ได้รับการส่งมอบคืนจากอังกฤษในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ท่ามกลางการต้อนรับที่อบอุ่นจากประชาชนที่ยังคงมีความรู้สึกที่ดีต่อทางการปักกิ่ง ผสมผสานกับกระแสการประท้วงจากกลุ่มที่เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยและไม่พอใจการปกครองของจีน โดยให้ความมั่นใจที่่จะพัฒนาเศรษฐกิจของฮ่องกงให้เหมือนกับการเดินทางในช่วงที่ผ่านมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ภายใต้หลักนโยบาย "1 ประเทศ 2 ระบบ" ทั้งนี้ อังกฤษได้ส่งคืนฮ่องกงกลับสู่การปกครองของจีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ภายใต้นโยบายของจีนที่ยึดหลัก "1 ประเทศ 2 ระบบ" โดยที่ทางการปักกิ่งรับประกันว่า ฮ่องกงจะได้รับเสรีภาพและอิสระในการบริหารให้ยกระดับสู่ภูมิภาค โดยจะใช้เวลาอีก 50 ปีในเส้นทางดังกล่าว ก่อนที่จะคืนเสรีภาพในระบอบประชาธิบไตยให้กับฮ่องกง
อย่างไรก็ตาม ทางการฮ่องกงได้ใช้เข้าหน้าที่ตำรวจมากถึง 11,000 นายจากจำนวน 29,000 นายที่มีอยู่ ดูแลรักษาความปลอดภัยในช่วงเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีที่ฮ่องกงได้รับส่งมอบคืนจากอังกฤษที่ครอบครองมานานกว่า 99 ปี
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวย้ำว่า จริงๆ แล้วฮ่องกงอยู่ในใจของเขามาตลอด และให้ความมั่นใจที่่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เหมือนกับที่ผ่านการเดินทางอย่างเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยให้คำมั่นว่าจีนจะทำงานเพื่อรับประกัน "อนาคตอันกว้างไกล" ของฮ่องกง ภายใต้หลักนโยบาย 1 ประเทศ 2 ระบบ ต่อไป โดยที่การเยือนฮ่องกงของสีครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของจีนในปี 2013
ขณะที่ยังคงเกิดการประท้วงใหญ่ของกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงที่เรียกตัวเองว่า "Occupy Umbrella" ที่ยืดเยื้อนานหลายเดือนเมื่อปี 2014 ก่อนที่จะแผ่วปลาย แต่เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมามีนักเคลื่อนไหวกว่า 20 คน ซึ่งรวมถึงโจชัว หว่อง ผู้นำนักศึกษา รวมทั้งสมาชิกรัฐสภารุ่นใหม่บางคน ได้ถูกควบคุมตัวขณะนี้หลังมีการจับกุมด้วยข้อหาก่อความรำคาญต่อสาธารณะระหว่างการประท้วง
4.หลังจากที่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่ม 9 ชาติอาหรับที่นำโดยซาอุดิการะเบียกล่าวหากาตาร์ให้การสนับสนุนกีบกลุ่มก่อการร้าย IS จนนำไปสู่การประกาศคว่ำบาตรกาตาร์ โดยได้ยื่น 13 เงื่อนไขให้กาตาร์ต้องยอมรับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน 30 วันซึ่งกดดันให้ต้องมีการเจรจากันก่อนจะครบกำหนดในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้
ขณะนี้มีแนวโน้มว่ากาตาร์ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ในตะวันออกกลางที่มีประชากรเพียง 2.7 ล้านคน แต่มีความร่ำรวยจากการขายน้ำมันนำมาสู่รายได้ประชาชาติต่อหัวสูงถึง 142,000 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่มีฐานะกองทุนความมั่งคั่ง หรือ Sovereign Wealth Fund จำนวนมากถึง 3.35 แสนล้านดอลลาร์ อาจจะหันหลังให้กับการลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์ เนื่องจากการภูกคว่ำบาตรที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าล่าสุด Qatar Airways ได้ซื้อหุ้น American Airlines จำนวน 10% เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันไม่ให้บินเข้าน่านฟ้าในหลายประเทศกลุ่มชาติอาหรับ
แต่มีรายงานพบว่า จุดหักเหสำคัญที่กาตาร์จะโยกเงินออกจากสกุลเงินดอลลาร์ เนื่องจากโครงการเชื่อต่อเครือข่ายท่อก็าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางเข้าสู่ยุโรป ซค่งจุดเริ่มตันมาจาก 3 ประเทศคือซีเรีย-ซาอุดิอาระเบีย-ตุรกี แต่ปัจจุบันซีเรียมีการเอนแยงไปร่วมมือกับอิหร่านและอิรัก ส่งผลให้กาตาร์ต้องมีการทบทวนความสัมพันธ์ของผลประโยชน์มากขึ้น
นอกจากนี้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กาตาร์ได้เซ็นสัญญาเปิดความเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับจีนในรูปของสกุลเงินหยวนในมูลค่าสูงถึง 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์
นอกเหนือจากที่นักธุรกิจกาตาร์เข้าไปลงทุนในกิจการทั่วโลก ตั้งแต่ธนาคาร สนามบิน ธุรกิจรถยนต์ กองทุนต่างๆ อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจกีฬา และอีกหลายบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป


5.Institute of International Finance หรือ IIF ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกรายงานเตือนการก่อหนี้โลกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 217 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 327% ของจีดีพีโลก ณ สิ้นสุดไตรมาสแรกปี 2017 โดยชี้ว่าเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ จำนวนหนี้ได้เพิ่มขึ้นกว่า 50 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 1 ใน 4
หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ของภาคเอกชนที่ไม่ใช่ธนาคารมากกว่าครี่ง โดยมีสัดส่วนสูงถึง 242% ของจีดีพีโลก พร้อมกับเตือนว่า การก่อหนี้ในรูปที่มีการออกบอนด์ของกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets มีระดับเพิ่มสูงขึ้นถึง 25% เป็นเม็ดเงินราว 2,5 ล้านล้านดอลลาร์ สู่ยอดรวมทั้งสิ้น 18.4 ล้านล้านเลลาร์ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกลายเป็นปัญหาได้ เมื่อบอนด์ที่ออกมานี้ มีจำนวนสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ที่จะครบกำหนดการไถ่ถอนในช่วงสิ้นปี 2018 นี้

ข่าวล่าสุด