ขณะที่ยูโรโพลยืนยันยังไม่มีหนทางที่จะหยุดยั้งการโจมตีของมัลแวร์ และยังไม่มั่นใจว่าเป็นฝีมือกลุ่มใด รวมทั้งยังไม่สามารถประเมินผลเสียหายในครั้งนีัได้ ส่วนผู้เชี่ยวชาญพุ่งเป้าไปที่แฮกเกอร์จากรัสเซีย เนื่องจากมีพฤติกรรมคล้ายกับมัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry ที่แพร่ระบาดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ตั้งข้อสงสัยไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่อาจจะเป็นแค่การเรียกค่าไถ่ธรรมดา
ตลาดจับตาแถลงการณ์ 4 ประธานธนาคารกลางทั้ง ECB-BOE-BOJ-BOC ในเวทีประชุมร่วม ECB Forum วันนี้ คาดอาจจะมีการปรับลดวงเงิน QE หลังจากที่มาริโอ ดรากิ ส่งสัญญาณพร้อมปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายการเงินที่สมดุลระหว่างความจำเป็นในให้ความสนับสนุนทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกับการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
1.มัลแวร์เรียกค่ไถ่กลับมาระบาดอีกโดยที่พุ่งเป้าไปยังองค์กรขนาดใหญ่ทั้งในภาคธุรกิจและภาครัฐบาล โดยล็อกข้อมูลในระบบธนาคาร ระบบการขนส่ง และบริษัทด้านพลังงานขนาดใหญ่ โดยมัลแวร์เรียกค่ไถ่ตัวใหม่นี้มีชื่อว่า Petya สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก เริ่มแพร่กระจายจากรัสเซียและยูเครน ก่อนลามไปทั่วยุโรปในเวลาสั้นๆ ไปยังอังกฤษ สหรัฐ ลาตินอเมริกา จนถึงเอเชียในอินเดียและเกาหลีใต้ โดยมีการล็อกข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วลุกลามเครื่องต่อๆ ไปยัง Users มากกว่า 300,000 ราย อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าการจ่ายค่าไถ่มีเพียง 30 ราย หรือ 9,000 ดอลลาร์
นอกจากนี้รัสเซีย ยูเครน และโปแลนด์ที่ถูกระบถว่าถูกโจมตีหนักที่สุดถึง 2,000 ครั้ง โดยเฉพาะ Rosneft ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย เปิดเผยถึงระบบคอมพิวเตอร์ของทางบริษัทได้ถูกโจมตีจากมัลแวร์จนส่งผลให้เว็บไซต์ของบริษัทล่ม ทำให้สถานีบริการน้ำมันบางแห่งได้รับผลกระทบ แต่การผลิตน้ำมันของทางบริษัทยังไม่ถูกกระทบ โดยที่บริษัทยังไม่สามารถจะประเมินถึงความเสียหายจริงในขณะนี้ได้
ทั้งนี้ ไวรัสเรียกค่าไถ่ล่าสุดตัวนี้มีรหัสชื่อ Eternal Blue ซึ่งเป็นรหัสที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับมัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry ซึ่งโจมตีคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีการโจมตีคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ที่สามารถล็อกฮาร์ดไดรฟ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ และทำให้ไฟล์งานเสียหาย เพื่อเรียกค่าไถ่เจ้าของเครื่อง แลกกับการปลดล็อกคอมพิวเตอร์ โดยจ่ายค่าไถ่เป็นบิทคอยน์จำนวน 300 ดอลลาร์
2.ขณะที่ยูโรโพลยืนยันยังไม่มีหนทางที่จะหยุดยั้งการโจมตีของมัลแวร์ และยังไม่มั่นใจว่าเป็นฝีมือกลุ่มใด รวมทั้งยังไม่สามารถประเมินผลเสียหายในครั้งนีัได้ ส่วนผู้เชี่ยวชาญพุ่งเป้าไปที่แฮกเกอร์จากรัสเซีย เนื่องจากมีพฤติกรรมคล้ายกับมัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry ที่แพร่ระบาดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ตั้งข้อสงสัยไปยังกลุ่มอื่นๆ ที่อาจจะเป็นแค่การเรียกค่าไถ่ธรรมดา
นอกจากนี้ Petya มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่แพร่ระบาดทั่วโลกนี้ ถูกมองว่ามีระดับที่รุนแรงกว่า WannaCry โดยอาละวาดสามารถล็อกคอมพิวเตอร์ของธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีเครือข่ายทั่วโลก อาจไม่ใช่แค่ต้องการเงิน แต่หวังจะทำให้เกิดความปั่นป่วนและทำให้เกิดความเสียหายในเครือข่ายธุรกิจมากกว่า
ทำให้เกิดกระแสวิตกกังวลมากขึ้น เกี่ยวกับความล้มเหลวขององค์กรต่างๆ ในการปกป้องเครือข่ายของตนจากการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งสะท้อนว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่นี้ยังคงแพร่ระบาดได้ต่อไปอีก หากผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ยังละเลยในระบบป้องกัน
3.ตลาดจับตาแถลงการณ์ 4 ประธานธนาคารกลางทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผู้ว่าธนาคารกลางอังฤษ (BOE) ผู้ว่าธนาคารกลางฐี่ปุ่น (BOJ) และผู้ว่าธนาคารกลางแคนาดา (BOC) ในเวทีประชุมร่วม ECB Forum วันนี้ ท่ามกลางท่าทีของมาริโอ ดรากิ ส่งสัญญาณพร้อมปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายการเงินที่สมดุลระหว่างความจำเป็นในให้ความสนับสนุนทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกับการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะมีการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้นเนื่องจากการปรับลด QE ที่คาดว่าจะมีขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ตามทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐที่ตั้งเป้าปรับลดภาระในงบดุล
ทั้งนี้ หลังจากที่มาริโอ ดรากิ ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน โดยระบุว่า ECB ควรปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ และนโยบายซื้อบอนด์รวมทั้งตราสารหนี้จำนวนมากของภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากปัจจุบัน ECB มีการใช้ QE อัดฉีดสภาพึล้องเดือนละ 6.5 หมื่นล้านยูโรซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาสิ้นปี 2017 นี้ ส่งผลต่อค่าเงินยูโรผันผวนหนัก โดยที่ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.1339 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1191 ดอลลาร์เมื่อวันก่อน แต่ในช่วงท้ายค่าเงินยูโรกลับตีกลับร่วงลงแตะ 1.1300 ดอลลาร์อีกครั้งในช่วงปิดตลาด ขณะที่ผลตอบแทนบอนด์ยูโรร่วงลงตามทิสทางของค่าเงินยูโร
4.Walmart เปิดศึกค้าปลีกเดือด ขู่เลิกทำธุรกิจขบวนรถบรรทุกหากยังขนถ่ายสินค้าให้กับ Amazon ที่เป็นคู่แข่งหลักในขณะนี้ หลังจากศึกค้าปลีกร้อนแรงมากขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Amazon ประกาศซื้อกิจการของ Whole Foods ทำให้เกิดการเผชิญหน้าในการแข่งขัน
โดยพบว่า Walmart ธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศสหรัฐ ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดในการใช้รถบรรทุกขนถ่ายสินค้าสูงถึง 14% และมียอดขายเพิ่มขึ้นปีละ 4% เริ่มเปิดศึก Amazon ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ค้าปลีกทางออนไลน์ หรือ e-Commerce ต้องใช้รถบรรทุกสินค้าสำรองจัดเก็บไว้ในคลังสินค้า
5.มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ออกมาเตือนสินเชื่อบัตรเครดิตอาจเกิดผลกระทบกระเทิอนอย่างรุนแรง มีอัคราความเสี่ยงพุ่งขี้น เนื่องจากกระแสการปิดตัวของร้านค้าปลีกในสหรัฐที่มีมากขึ้น จากการคาดการณ์ของ Credit Suisse ที่ประเมินว่าจะมีการปิดตัวเองตั้งแต่ต้นปีจนถึงชณะนี้ 2,880 แห่งเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่ปิดตัวไป 1,153 แห่ง เพิ่มขึ้นมากกว่า 60%
โดย Credit Suisse คาดว่าปีนี้ทั้งปี ธุรกิจค้าปลีกที่เป็นร้านค้าย่อยจะปิดตัวเองสูงถึง 8,400 แห่ง ซึ่งมากกว่าจำนวนที่เคยปิดมากที่สุอเป็นประวัติการณ์ถึง 6,200 แห่งในช่วงที่เกิดวิหฤติการเงินสหรัฐในปี 2008