เนชั่นทีวี

ข่าว

Bitcoin เสี่ยงฟองสบู่แตก! นักเก็งกำไรเกาหลีใต้-ญี่ปุ่นปั่นราคาพุ่ง 3 พันดอลลาร์

12 มิ.ย. 2560 | te

Bitcoin เสี่ยงฟองสบู่แตก!
นักเก็งกำไรเกาหลีใต้-ญี่ปุ่นปั่นราคาพุ่ง 3 พันดอลลาร์

Bitcoin เสี่ยงฟองสบู่แตก เนื่องจากนักเก็งกำไรจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นปั่นราคา Bitcoin พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 3,000 ดอลลาร์ พุ่งขึ้นถึง 300 ดอลลาร์เพียงใช้เวลา 24 ชั่วโมงในวันศุกร์ส่งผลราคาซื้อขายล่วงหน้าไม่มีพรีเมี่ยมเกิดขึ้นในระยะยาว ในการดีดตัวกลับของ Bitcoin เกิดขึ้นในช่วงกว่า 2 สัปดาห์ หลังจากที่ได้เกิดวิกฤติจากราคา Bitcoin ล่มจนดิ่งลง 900 ดอลลาร์ในเวลาเพียง 2 วัน โดยดิ่งลึกลงไปถึงระดับต่ำที่ 1,850 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ขณะที่มูลค่าการตลาดหรือ Market Capitalization ล่าสุดอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น มีขนาดเล็กเพียง 1 ใน 18 เท่านั้นเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นแอ็ปเปิลที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาด Nasdaq ที่มี Market Capitalization มากกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์
จับตาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐเกิดภาวะฟองสบู่แตก มีราคาดิ่งลงหนักสวนทางดัชนีดาวโจนส์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากที่ราคาหุ้น Amazon, Alphabet และ Google พุ่งขึ้นแรงทะลุ 1,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว โดยดัชนี Nasdaq ร่วงลงกว่า 113 จุดหรือ 1.8% หลุดระดับ 6,300 ลงไปต่ำสุดที่ 6,143 ก่อนปิดที่ 6,207 ท่ามกลางดาวโจนส์ปิดยืนบวก 89 จุดหรือ 0.42% ที่ 21,271

1.Bitcoin เสี่ยงฟองสบู่แตก เมื่อนักเก็งกำไรจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นปั่นราคา Bitcoin พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 3,000 ดอลลาร์ ส่งผลราคาซื้อขายล่วงหน้าไม่มีพรีเมี่ยมเกิดขึ้นในระยะยาว ในการดีดตัวกลับของ Bitcoin เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์ จากเกิดปรากฏการณ์ Bitcoin ล่มในช่วง 48 ชั่วโมงในช่วงปลสยเดือนพฤษภาคมนั้น ราคา Bitcoin อ้างอิงดอลลาร์สหรัฐดิ่งลงรุนแรง 30% หรือมากกว่า 900 ดอลลาร์จากระดับราคาสูงสุดที่ทำสถิติถึง 2,760 ดอลลาร์ โดยดิ่งลึกลงไปถึงระดับต่ำที่ 1,850 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา และหลังจากที่เกิดแรงปั่นราคาพุ่งขึ้น 160% ตั้งแต่ต้นปี 2017 เนื่องจากความต้องการของกลุ่มนักลงทุนในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ในวันนี้ค่าเงิน Bitcoin ที่พุ่งขึ้นเป็นฟองสบู่มาจากแรงปั่นของนักเก็งกำไรของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่มีขนาดการซื้อขายจำนวนมากเป็นตลาดอันดับ 3 และ 4 ขณะนี้เป็นแรงหนุนให้ราคา Bitcoin เกิดพรีเมี่ยมสูงในตลาดล่วงหน้า จนราคา Bitcoin พยายามฟื้นตัวกลับอีกครั้ง ไต่ขึ้นมาในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 9 มิถุนายนมีราคาพุ่งขึ้น 300 ดอลลาร์ในช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมง จนทะลุผ่านระดับ 3,000 ดอลลาร์ ก่อนมาปิดที่ 2,933 ดอลลาร์ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่อีกครั้ง

2.ขณะนี้มูลค่าการตลาดหรือ Market Capitalization ของ Bitcoin อยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น มีขนาดเล็กเพียง 1 ใน 18 เท่านั้นเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นแอ็ปเปิลที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาด Nasdaq ที่มี Market Capitalization มากกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ โดยที่ Bitcoin เป็นตลาดที่สองซึ่งนักเก็งกำไรค่าเงินผลักดันให้ตลาดที่ได้รับการยอมรับให้สามารถเคียงคู่กับตลาดค้าเงินที่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลหลักในปัจจุบัน
แต่ Bitcoin ก็ยังคงเป็นสกุลเงินที่ซื้อขายในระบบดิจิตัลที่เรียกว่า Crypto Currency โดยที่มีการอ้างอิงรับรองการซื้อขายจาก 56 บริษัทใน 21 ประเทศของ Digital Currency Group มีขนาดตามมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการของธนาคารกลางทั่วโลก ถึงแม้ว่า ล่าสุดธนาคารกลางญี่ปุ่นจะประกาศยอมรับอย่างเป็นทางการให้สามารถเบิกถอนจากตู้ทีเอ็มเป็นสกุลเงิน Bitcoin ได้
นอกเหนือจากตลาด Bitcoin จะขยายตัวในเก่าหลีใต่และญี่ปุ่นแล้ว จีนก็เป็นตลาดใหญ่แห่งที่สามในเอเชีย ที่มีความต้องการซื้อขาย Bitcoin อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนมองว่าระดับ Bitcoin ที่มีเสถียรภาพควรอยู่ระดับ 2,400 ดอลลาร์มากว่า แต่สำหรับ Saxo Bank กลับชี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่ Bitcoin จะพุ่งขึ้นในอนาคตถึง 100,000 ดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากสมมุติฐานในการเก็งกำไร Bitcoin ได้อ้างอิงความเสี่ยงของปัญหาขัดแย้งและภัยสงครามเข้ามาเชื่อมโยงด้วย โดยเฉพาะเหตุผลที่สนับสนุนให้ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 3,000 ดอลลาร์ นอกจากเรื่องดีมานด์แล้ว ยังมาจากเรื่องราวของปัญหาขัดแย้งและภัยสงครามในกรณีของรัสเซีย เกาหลีเหนือ และไนจีเรีย

3.จับตาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐเกิดภาวะฟองสบู่แตก มีราคาดิ่งลงหนักสวนทางดัชนีดาวโจนส์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากที่ราคาหุ้น Amazon, Alphabet และ Google พุ่งขึ้นแรงทะลุ 1,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว โดยที่ Nasdaq ร่วงลงกว่า 113 จุดหรือ 1.8% หลุดระดับ 6,300 ลงไปต่ำสุดที่ 6,143 ก่อนปิดในวันศุกร์ที่ 6,207 ท่ามกลางดาวโจนส์ปิดยืนบวก 89 จุดหรือ 0.42% ที่ 21,271ตลาดหุ้น Nasdaq เคยดิ่งลงต่ำใอวันที่ 15 มีนาคมปีนี้ ที่ระดับ 6,011 ขณะที่ราคาในตลาดฟิวเจอร์สของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐราวงลงในทิศทางเดียวกันในเช้าวันจันทร์ โดยยังคงลดลงในแดนลบต่อจากวันศุกร์ที่ดิ่งลงที่ 5,739 โดยมีการพุ่งขึ้นที่ 5,885 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน หลังจาดที่เคยดอ่งลงต่ำสุดมาแล้วที่ 5,578 เมื่อวันที่ 15 มีนาคมเช่นกัน


4.ทั้งนี้ Bill Gross ผู้จัดการพอร์ทโฟลิโอของเจนัส แคปิตอล แมเนจเมนท์ ซึ่งเป็นทั้งกูรูและนักลงทุนขาใหญ่ในกองทุนรวมตราสารหนี้ของรัฐบาลประเทศต่างๆ เตือนว่าตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 เป็นเพราะนักลงทุนกำลังซื้อหุ้นในราคาที่สูงเกินไป เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ
เนื่องจากตามปกติแล้วนักลงทุนควรจะซื้อหุ้นในราคาต่ำและเทขายในราคาที่สูงกว่า แต่ปัจจุบัน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป จากการดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายของธนาคารกลางในประเทศต่างๆ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อของราคาสินทรัพย์ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไร้ทิศทาง โดยธนาคารกลางได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ และเม็ดเงินเหล่านั้นไม่เพียงแต่ถูกเอาไปพักไว้ในพันธบัตรซึ่งอัตราผลตอบแทนต่ำเกินจริง และยังแฝงอยู่ในหุ้นที่ราคาแพงเกินไป
โดยเฉพาะภาวะหุ้นเสี่ยงในกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้นนับตั้งแต่หลังการเลือตั้งสหรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 จนดัชนี Nasdaq พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ยืนเหนือระดับ 6,300 เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา ส่งผลให้หุ้น 5 อันดับแรกทั้ง Amazon, Apple, Alphabet, Facebook และ Google มีราคาหุ้นุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงจนมาร์เก็นแคปทะยานขึ้นครอบคลุมมูลค่าถึง 10% ของมูลค่ามาร์เก็ตแคปทั้งหมดของตลาดหุ้นสหรัฐ


5.นอกจากนี้ยังต้องจับตาการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยของ Theresa May ที่ชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนด้วยเสียงส.ส. 318 ที่นั่ง จากจำนวนครึ่งหนึ่งที่ต้องได้ 326 ที่นั่ง ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องดำเนินการเจรจากับพรรคการเมืองของไปร์แลนด์เหนือที่มีส.ส. 10 ที่นั่ง ซึ่งดำเนินการเจรจามาสองรอบแล้วแต่ยังไม่วสามารถมีข้อสรุปที่ชัดเจนในขณะนี้
โดย Theresa May ยังยืนกรานที่จะเดินหน้า Brexit มีจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำให้ถูกทองว่ารัฐบาลใหม่ของเธออาจจะไม่มีดสถียรภาพเพียงพอ เนื่องจากอาจจะจะต้องมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า :7jจะส่งผลให้การเจรจา Brexit ที่อังกฤษจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ อาจจะมีอุปสรรคต้องเลื่อนออกไป และไม่แน่นักว่าอังกฤษจะสามารถเดืนหน้า Brexit ได้ทันภายในกำหนดเวลา 2 ปีหรือภายในปี 2019 ได้

ข่าวล่าสุด