นายเอก กล่าวว่า ตนอยู่กินกับนางโบ (นามสมมติ) อายุ 47 ปี ภรรยา ซึ่งเป็นชาวอ.ถลาง จ.ภูเก็ต มานานกว่า 15 ปี มีลูกชายคนเดียว คือ ด .ช.บอย ก็รักและเลี้ยงดูมาอย่างดี เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ภรรยาตนได้ขอกลับไปเยี่ยมญาติที่ภูเก็ต ต่อมาตนจะพาลูกชายไปทำบัตรประชาชนจึงได้ค้นหาเอกสารสูติบัตร ก็พบว่าตู้เอกสารที่ภรรยาเก็บไว้ถูกล็อคกุญแจไว้อย่างแน่นหนาจึงสงสัยและช่วยกันกับลูกงัดกุญแจออกก็พบเอกสารจำนวนมาก ทั้งใบสูติบัตร ระเบียนผลการเรียนของด.ช.บอย แต่เมื่อตรวจสอบดูก็ต้องแปลกใจเนื่องจากเอกสารทั้งหมดมีการแก้ไขชื่อ นามสกุล ของด.ช.บอย โดยใช้ลิปควิกลบก่อนถ่ายเอกสารขึ้นมาใหม่ โดยในสำเนาใบสูติบัตรได้ระบุชื่อ นามสกุล ของเด็กชายอีกคน ที่เกิดวัน เดือน ปีเดียวกับลูกชายตน และชื่อพ่อแม่ที่ ให้กำเนิดนั้นเป็นชาวจ.สกลนคร เมื่อตนถามลูกชายตนก็บอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม่ให้ใช้ชื่อนามสกุล คนละแบบกับที่พ่อตั้งให้และแม่สั่งว่าห้ามไปบอกพ่อ มิฉะนั้นแม่จะอยู่ที่บ้านไม่ได้ ลูกชายก็เลยเก็บเป็นความลับมาตลอด ทั้งที่ไม่รู้ว่าความจริงมันคืออะไร
ต่อมาตนได้ประมวลเรื่องราวทั้งหมดถึงจะเอะใจคิดได้ว่าด.ช.บอย อาจจะไม่ใช่ลูกของตนเองจริงๆ เพราะเมื่อ 15 ปีก่อน ตนต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดเป็นประจำ ครั้งละเป็นเดือน นานๆจะได้กลับมาบ้านสักที วันหนึ่ง นางโบ ได้บอกกับตนว่าตัวเองท้องจึงขอกลับบ้านไปอยู่กับญาติที่ภูเก็ตเพื่อจะได้มีคนดูแลตนก็เห็นด้วย จากนั้นนางโบก็ให้ตนโอนเงินให้เป็นประจำ ครั้งละ1-2 แสนบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย เมื่อเวลาจะขอไปเยี่ยมก็ปฏิเสธจนวันหนึ่งนางโบก็โทรศัพท์มาบอกว่าคลอดลูกแล้วให้ตนไปรับกลับมาบ้าน เมื่อไปถึงภูเก็ตนางโบก็ไม่ยอมให้ตนไปรับที่บ้าน กลับให้ไปรับที่ห้องเช่าแห่งหนึ่ง ซึ่งตนก็ยังสงสัยแต่เมื่อเห็นหน้าลูกก็ดีใจจนไม่ได้คิดหรือถามซักไซ้อะไรมาก ก่อนพากันมาอยู่บ้านที่จ.สมุทรปราการ
โดยนางโบจะดำเนินการเรื่องพาลูกเข้าโรงเรียน พาลูกไปหาหมอเองทุกครั้ง เวลาที่เอาใบผลการเรียนลูกมาให้ดูก็เป็นใบถ่ายเอกสารตนก็ไม่ได้สังเกต จนเรื่องมาแดงขึ้นตนก็เกรงว่านางโบอาจจะไปขโมยลูกใครมา เพราะเมื่อถามไปก็จะได้รับคำตอบบ่ายเบี่ยงทุกครั้ง ล่าสุดอ้างว่าด.ช.บอย เป็นลูกของเพื่อน ซึ่งทางนั้นมีลูก 6 คน เลี้ยงไม่ไหวเลยยกให้มา ที่ทำไปเพราะตัวเองมีลูกไม่ได้และอยากมีลูกมากและกลัวว่าสามีจะไม่รัก ตนสงสารลูกมากตั้งแต่รู้ความจริงก็ไม่กล้าไปโรงเรียนเพราะอายเพื่อน และกลัวพ่อจะไม่รักเมื่อรู้ว่าไม่ใช่ลูก ซึ่งตนก็ได้ปลอบใจลูกและถือว่าด.ช.บอยเป็นลูกชายของตนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ส่วนภรรยาของตนหลังทุกคนรู้ความจริงก็ได้ขอกลับไปเยี่ยมญาติที่ภูเก็ตและยังไม่เดินทางกลับมา ตนได้บอกเรื่องนี้กับพี่สาวและปรึกษากันก่อนตัดสินใจเข้าร้องทุกข์มูลนิธิปวีณาฯ