โดยนางกรรณิกากล่าวว่าหลังถูกสั่งฟ้องเงิน 14 ล้านนั้น อยู่ในอาการเครียด จากการที่ต้องตกเป็นจำเลยร่วมกับบุคคลอื่นรวมเป็น 4 รายที่โดนบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งธนบุรี ในคดีฐานความผิดสัญญาซื้อขาย เรียกใช้หนี้มูลค่ากว่า 14 ล้านบาท ณ วันที่ 11 เมษายน 2560 โดยที่ศาลแพ่งธนบุรีได้ส่งหมายเรียกให้เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีหรือสืบพยานโจทก์ วันที่ 26 มิถุนายน 2560 นี้ ตนเห็นหมายศาลแล้วรู้สึกตกใจและเกิดอาการเครียดจัด จึงได้คุยปรึกษากับญาติพร้อมทั้งนำหมายศาลเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรดำเนินสะดวก แต่กลับถูกพนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความดำเนินคดีพร้อมทั้งให้เหตุผลว่าเรื่องถึงชั้นศาลแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ โดยตนนั้นต้องกลับมาทุกข์หนัก เพราะไม่มีปัญญาที่จะนำเงินไปใช้นี้ที่ถูกฟ้องร้องถึง 14 ล้านบาท และก็ไม่รู้ว่าตนเองไปเป็นกรรมการในบริษัทแห่งหนึ่งที่จังหวัดราชบุรีได้อย่างไร ซึ่งจากความเป็นจริง ตนเรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 และยึดอาชีพขายหอยทอดมารวมแล้วกว่า 20 ปี มีรายได้วันหนึ่งรวมทั้งทุนและกำไรก็จะตกวันละ 400-500 บาท
นางกรรณิกา กล่าวว่า หมายศาลที่ส่งมานั้น ทางบริษัทดังกล่าวมีที่อยู่ที่เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร โดยทราบจากการดูเอกสารประกอบภายใน พบว่าเป็นบริษัทจำหน่ายค้าขายเหล็กเส้น เหล็กฉาก และเหล็กรูปพรรณต่างๆ ที่ใช้ในการก่อสร้าง หรือใช้ในงานอุตสาหกรรม ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับบริษัทที่จังหวัดราชบุรี โดยนางกรรณิกา โดนสั่งฟ้องรวมเป็นจำนวนเงิน 14,073,929.62 บาท แต่เมื่อถึงกำหนดกลับไม่ได้มีการชำระเงินค่าสินค้าแต่อย่างใด บริษัทที่เป็นโจทก์ จึงยื่นฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,255,100.10 บาท
นางกรรณิกา กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนเรียนจบเพียงชั้น ป.6 ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว ยังงงอยู่ว่ามีชื่อไปเป็นกรรมการของบริษัทที่ถูกฟ้องได้อย่างไร หรือมีคนแอบนำสำเนาบัตรประชาชนของตนไปแอบอ้างหรือไม่
ขณะที่พระสมุห์เจริญ คเวสโก เจ้าอาวาสวัดดอนมะโนรา ซึ่งบวชที่วัดตั้งแต่ยังเล็ก ยืนยันว่านางกรรณิกา ขายหอยทอดตั้งแต่รุ่นแม่มานานกว่า20ปี ไม่ได้ทำธุรกิจอื่นใด เมื่อนางกรรณิกา นำเรื่องมาปรึกษาจึงประสานผู้สื่อข่าวช่วยเป็นสื่อกลางให้