เวลา 13.00 น. (18 เม.ย.2560) ณ ห้อง LRC 1 ตึกห้องสมุดคุณหญิงหลง ชั้น 8 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เครือข่ายพลเมืองสงขลาและมูลนิธิชุมชนไทยจัดเสวนา "บทบาทข้าราชการกับสังคมไทยในทัศนะประชาชน"กรณีนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.จะนะ หลังจากมีข่าวว่าจะถูกข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ทำหนังสือให้ถึงกระทรวงสาธารณะสุขให้ตรวจสอบการทำงานช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา
ซึ่งการเสวนาครั้งนี้ในจำนวนวิทยากรหลายท่านก็มี นายแพทย์รอซาลี ปัตยะบุตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามัน อ.รามัน จ.ยะลา โดยนายแพทย์รอซาลี กล่าวตอนหนึ่งบนเวทีว่า ขณะนี้สภาพจิตใจของนายแพทย์สุภัทร ดูจากแววตาล้วนแต่มีเรื่องความหวาดกลัว ความเหนื่อยล้า
จากแรงกดดันหลายๆเรื่อง เรื่องแรกก็คงเป็นเรื่องของพี่ๆสีเขียว เสื้อเขียวทั้งหลาย วันนี้ไม่รู้ว่าเรื่องจริง หรือเรื่องไม่จริง เรื่องข่าวลือ หรือไม่ใช่ข่าวลือ "แต่ที่แน่ๆผมคิดว่าหนังสือไปอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขเราแล้ว ผู้บัญชาการ แม่ทัพภาคที่ 4 ท่านก็ได้ยอมรับว่าท่านได้ทำหนังสือขึ้นไปจริง หนังสือให้ตรวจสอบการทำงานของนายแพทย์สุภัทร"
คนที่ไม่เคยโดน คนที่เป็นข้าราชการ พวกเราไม่เคยโดน พวกเราไมรู้สึกครับว่า ข้าราชการถ้าโดนหนังสืออย่างนี้แล้วมันรู้สึกห่อเหี่ยว มันปั่นทอนกำลังใจ พลังที่เคยมีมันหายวูบไปเลย
อันนี้มันเป็นความทุกข์ทางใจ มันเป็นอะไรที่คำปลอบโยนก็อาจไม่ได้ช่วยทำให้แข็งแรงขึ้น สิ่งที่ไม่น้อยกว่าเรื่องเสื้อเขียวก็คือเรื่องผู้บังคับบัญชาโดยตรง "ผู้บังคับบัญชาไม่มีใครออกมาปกป้อง ไม่มีใครออกมาให้กำลังใจ หายเงียบกันหมด นี่คือราชการไทยครับ"
เมื่อกี้ผมส่งไลน์ไปเพื่อนๆที่เป็นสมาชิกชมรมแพทย์ชนบทบอกว่าวันที่ 20 เม.ย.นี้ผมจะต้องไปขึ้นศาล แต่ผมไม่ได้ไปปรากฎตัวที่ศาลนนทบุรี ก็ฝากซื้อผัดซีอิ้วกับโอเลี้ยงให้ผมด้วยก็แล้วกัน ผมชอบกินผัดซีอิ้วกับโอเลี้ยงฝากให้ด้วย
ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงเองผมเชื่อว่าหนังสือคงไปถึง แต่ว่าไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรที่เป็นปฏิกิริยาเชิงบวกกับผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงของเราเลย อันนี้จริงๆพวกเราที่ต่อสู้กันมาอย่างยาวนานผมทำใจได้. แต่สำหรับนายแพทย์สุภัทร น้องเขาอาจจะทำใจไม่ได้ เพราะตัวนายแพทย์สุภัทร ก็ยังติดคดีอยู่คดีหนึ่งซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ร่วมกับผมที่เป็นจำเลยที่ 7 ซึ่งถูกผู้ใหญ่ในกระทรวงฟ้องหมิ่นประมาท ฟ้องร้องกันมาร่วมประมาณ 4-5 เดือนแล้ว
เมื่อนายแพทย์สุภัทร มาโดนเรื่องนี้อีกกระทงมันก็เหนื่อยพอสมควร สำหรับหมอที่อาสาลงมาทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะหาคนที่สมัครใจลงมาทำงานค่อนข้างยากมาก
เนื่องจากเป็นพื้นที่ๆยังเจริญได้ไม่มาก การทำงานค่อนข้างยากลำบากกว่าพื้นที่อื่น ในขณะที่ประชานในพื้นที่เองในเรื่องความรู้การดูแลสุขภาพตนเองก็ยังล้าหลัง