ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน แถลงว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวว่าการโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ เพื่อทำลายฐานทัพอากาศเชย์รัตในจังหวัดฮอมส์ของซีเรียเช้ามืดวันนี้ตามเวลาซีเรีย เป็นการรุกรานชาติอธิปไตย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการกระทำโดยอ้างเหตุผลที่มีการจัดฉากไว้
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างใช้ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้เพื่อตอบโต้รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีพื้นที่กบฏในเมืองข่าน ชีคฮุน จังหวัดอิดหลิบ เมื่อเช้าวันอังคารทำให้มีผู้เสียชีวิต 86 คนซึ่งเป็นเด็ก 27 คน แต่รัสเซียยืนยันก่อนหน้านี้ว่า จุดที่ถูกโจมตีเป็นคลังอาวุธเคมีของฝ่ายกบฏ
เปสคอฟ ยืนยันล่าสุดด้วยว่า กองทัพซีเรียไม่มีอาวุุธเคมี ซึ่งได้รับการตรวจสอบและยืนยันโดยองค์การห้ามอาวุธเคมีแห่งสหประชาชาติแล้ว และการโจมตีสหรัฐในซีเรียเป็นความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องการโจมตีของสหรัฐในอิรักที่ทำให้พลเรือนเสียชีวิตก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งบอกว่า การกระทำของสหรัฐส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐ ที่อยู่ในภาวะเลวร้ายอยู่แล้ว
นอกจากนี้กระทรวงต่างประเทศรัสเซีย ประกาศระงับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความปลอดภัยด้านการบินในซีเรีย ที่ลงนามกับสหรัฐเมื่อเดือน ต.ค.2558 เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันในขณะที่เครื่องบินของทั้งสองฝ่ายแยกกันปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ
แถลงการณ์กระทรวงต่างประเทศยังระบุด้วยว่า สหรัฐยังไม่ทันตรวจสอบความจริงก็ใช้กำลังทหารแล้ว และชัดเจนว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธร่อนนำวิถีจะต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า ผู้เชี่ยวชาญคนไหนก็บอกได้ว่า การตัดสินใจสั่งโจมตีมีขึ้นก่อนเกิดเหตุการณ์ที่อิดหลิบ ที่ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อโจมตีซีเรีย
ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน แถลงประนามปฏิบัติการทหารและการยิงขีปนาวุธจากเรือรบสหรัฐทำลายฐานทัพซีเรีย โดยบอกว่าจะเป็นการส่งเสริมกลุ่มก่อการร้ายที่กำลังถดถอยในซีเรีย และทำให้สถานการณ์ในซีเรียและภูมิภาคซับซ้อนยุ่งยากยิ่งขึ้น
อิหร่านเป็นอีกชาติพันธมิตรของรัฐบาลซีเรีย และให้การสนับสนุนทั้งการเงิน อาวุธ และที่ปรึกษาทางทหารแก่ซีเรียในช่วงสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อกว่า 6 ปี
ด้านโฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน แถลงคัดค้านการใช้อาวุธเคมี แต่ก็บอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่จะส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่นๆ อย่างฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ ตุรกี ซาอุดิอาระเบียอิสราเอล และญี่ปุ่น ต่างออกมาประกาศสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ