ขณะที่มีรายงานของ CNBC ที่ระบุว่าทีมงานของทัรมป์กำลังศึกษาที่จะหาข้อสรุปในมาตรการลงโทษประเทศที่มีการปั่นค่าเงินด้วยการลดค่าเงิน และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์เกิดความผันผวนรุนแรง เพื่อกดดันประเทศที่ดำเนินการลดค่าเงินดังกล่าวดำเนินการเปลี่ยนแปลงพฤติการณ์ปฏิบัติที่เป็นการเอาเปรียบสหรัฐ โดยเฉพาะ 3 ประเทศที่ทรัมป์เคยกล่าวหาไว้ทั้งจีน เยอรมัน และญี่ปุ่น โดยทั้งหมดนี้เพื่อเติมเต็มให้กับการใช้อำนาจบริหารประเทศของทรัมป์
ด้านประธานอียูฉุนหนักตอบโต้ทรัมป์ด้วยการหนุน Ohio, Austin และTexas แยกตัวเป็นอิสระเหมือนอย่างที่ชาวเคลิฟอร์เนียเคยเรียกร้องให้มี CalExit บ้างในช่วงวันแรกๆ ที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ หลังจากที่ทรัมป์เคยออกมาหนุนให้อีกหลายประเทศยุโรปถอนตัวตาม Brexit รวมถึงครั้งล่าสุดที่ทรัมป์ยื่น invoice ทวงเงินเยอรมันที่ค้างจ่ายนาโต้จำนวน 3.75 แสนล้านดอลลาร์ผ่านทางแองเกลา เมอร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมัน ในการพบปะเป็นการส่วนตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว1.ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวิตเตือนว่าเป็นเรื่องยุ่งยากในการพบปะกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า เพราะสหรัฐจะไม่ยอมตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องขาดดุลการค้ากับจีนอย่างที่เกิดขึ้นมายาวนานอีกต่อไป โดยการพบปะเจรจาระหว่างผู้นำประเทศทั้งสองได้ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากที่ทรัมป์กล่าวหาจีนมาตลอดว่ามีการปั่นเงินหยวนอ่อนค่าเพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางการค้าโดยเฉพาะสหรัฐที่ขาดดุลกับจีนมาเป็นเวลานานโดยไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งล่าสุดยอดขาดดุลการค้าพุ่งสูงกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีปฏิกิริยาจากทางการจ้นในทวิตเตอร์ของทรัมป์ดังกล่าว
ถึงแม้ว่า ช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่ Rex Tillerson รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐจะเยือนกรุงปักกิ่ง และมีการกำหนดวาระการเจรจาแบบทวิภาคีระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศก็ตาม แต่นักลงทุนทั่วโลกยังคงจับตาการพบปะเจรจาระหว่างทรัมปกับสีจิ้นผิง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะพบปะกันท่ามกลางความตึงเครียดที่อาจจะปะทุเป็นสงครามการค้าและสงครามค่าเงิน รวมถึงปัญหาข้อขัดแย้งด้านยุทธศาสตร์การทหารในภูมิภาคทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ที่ยังคงคุกรุ่น นอกจากนี้สหรัฐอาจจะพ่วงปัญหาร้อนแรงตามมา ต่อกรณีที่การทดสอบยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ซึ่งสหรัฐเชื่อมาตลอดว่าจีนเป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนและมีการค้าขายอยู่อย่างใกล้ชิด
2.ขณะที่มีรายงานของ CNBC ที่ระบุว่าทีมงานของทัรมป์กำลังศึกษาที่จะหาข้อสรุปในมาตรการลงโทษประเทศที่มีการปั่นค่าเงินด้วยการลดค่าเงิน และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์เกิดความผันผวนรุนแรง โดยคณะทำงานของทรัมป์ดังกล่าวประกอลด้วย Treasury, Commerce Dept, National Economic Council, National Trade Council and the office of the U.S. Trade Representative โดยยึดหลักข้อกฎหมายตาม The Trade Enforcement and Trade Facilitation Act เพื่อกดดันประเทศที่ดำเนินการลดค่าเงินดังกล่าวดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติการที่เป็นการเอาเปรียบสหรัฐ โดยเฉพาะ 3 ประเทศที่ทรัมป์เคยกล่าวหาไว้ทั้งจีน เยอรมัน และญี่ปุ่น โดยทั้งหมดนี้เพื่อเติมเต็มให้กับการใช้อำนาจบริหารประเทศของทรัมป์
โดยที่จีนตกเป็นเป้าที่ทรัมป์เพีงเล็งมาตลอด ประกอบกับก่อนหน้านี้ในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ผลักดันข้อกำหนดในการจับตาดูเป็นพิเศษ หรือ Watch Lists เพื่อดำเนินการตอบโต้ต่อประเทศที่เข้าข่ายกฎเกณฑ์ 3 ข้อคือ หนึ่ง เป็นประเทศที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐเกินกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ สอง มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% ของจีดีพี และสาม มีฐานะสินทรัพย์ต่างประเทศมากกว่า 2% ของจีดีพี โดยที่จีนเป็นประเทศที่เข้าสู่กฎเกณฑ์ทั้งสามประเด็นอย่างสมบูรณ์แบบ
3.Jean-Claude Juncker ประธานสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวจุดประเด็นตอบโต้ทรัมป์ที่เคยกล่าวถึงการสนับสนุนให้ประเทศในยุโรปแยกตัวจากอียูตามอย่าง Brexit ในอังกฤษ ว่า ขอสนับสนุนให้เกิดอิสรภาพกับ Ohio, Austin และ Texas ในสหรัฐเหมือนอย่างที่ชาวแคลิฟอร์เนียเคยออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้มี CalExit เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ ที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง
ท่าทีของประธานอียูดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากวันที่ 18-19 มีนาคมที่ทรัมป์พบปะเป็นการส่วนตัวกับแองเกลา เมอร์เคิล ด้วยความเย็นชา และมีรายงานข่าวตามมาถึงการที่ทรัมป์ยื่น invoice ทวงเงินเยอรมันที่ค้างจ่ายนาโต้และติดหนี้สหรัฐเป็นจำนวน 3.75 แสนล้านดอลลาร์ผ่านทางแองเกลา เมอร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมัน
4.โดยทรัมป์ยกเหตุผลว่า เนื่องจากเยอรมันเป็นประเทศใหญ่ในอียูกลับส่งเงินสนับสนุนด้านการทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ในอัตราที่ต่ำกว่า 2% ของจีดีพีตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นวงเงินประมาณ 3.75 แสนล้านดอลลาร์ ทั้งนี้นาโต้เคยมีมติเมื่อปี 2014 ให้ประเทศสมาชิกต้องจ่ายเงินสมทบในสัดส่วน 2% ของจีดีพี ขณะที่สหรัฐต้องรับภาระใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้กับนาโต้ในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เองได้ปฏิเสธที่จะจ่ายเงินตามเงื่อนไขของนาโต้ต่อไป ถึงแม้ว่าจะยังเป็นมิตรและสนับสนุนนาโต้อยู่ก็ตาม
โดยที่รัฐมนตรีกลาโหมของเยอรมัน ได้ออกมาปฏิเสธการที่เยอรมันติดหนี้มหาศาลกับนาโต้ รวมทั้งยังติดเงินกับสหรัฐค่าระบบป้องกันประเทศอันทรงพลังและแสนแพง ตามข้อกล่าวหาของทรัมป์ โดยกล่าวว่า พร้อมแจกแจงการกระจายงบประมาณทางทหารของเยอรมัน ซึ่งจัดสรรให้กับปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ การดำเนินงานของสหภาพยุโรป และการดำเนินงานด้านการต่อต้านการก่อการร้ายด้วยเช่นกัน ดังนั้นการประเมินการดำเนินงานทางทหารและความมั่นคงของเยอรมัน ด้วยการพิจารณาตัวเลขการใช้จ่ายกับนาโต้เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ยุติธรรม
5.ส่วน Bill Dudley ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก ออกมาปฏิเสธการโยนลูกของเฟดในการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินหันมาขึ้นดอกเบี้ย โดยยืนยันเหตุผลว่ามาจากช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม เป็นเพราะดัชนีราคาหุ้น S&P 500 พุ่งขึ้นถึง 4% ขณะที่เฟดเชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยจาก 0.75% เป็น 1% นั้นยังคงสามารถประคองเศรษของเงินเฟ้อฐกิจให้เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และรักษาเสถียรภาพภายใต้เป้าหมายที่ระดับ 2% ในระยะกลางต่อไป
โดยก่อนหน้านี้ ประธานเฟดสาขาบอสตันและซานหรานซิสโกได้เปิดเผยถึงฟองสบู่ขนาดเล็กที่กำลังก่อตัวขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐเนื่องจากความร้อนแรงของราคาหุ้นที่พุ่งทะยานขึ้นนับตั้งแต่หลังการเลือกตั้งในสหรัฐ โดยล่าสุดดัชนี Nasdaq กลับมาพุ่งทะลุยืนเหนือระดับ 5,914 อีกครั้ง เช่นเดียวกับดาวโจนส์ปิดที่ 20,728 เพิ่มขึ้น 69 จุด และ S&P 500 ปิดที่ 2,368 เพิ่มขึ้น 0.29% ขณะที่ Dollar Index พุ่งทะลุระดับ 100.54 และบอนด์ยีลด์ของรัฐบาลสหรัฐ 10 ปีปรับตัวขึ้นที่ 2.42%