เตรียมรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เชิญคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ประชุม หลังรายงานข้อมูลก่อนหน้านี้ไม่มีการทุจริตวันนี้ (28 มี.ค.2560) พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริตศธ. ในฐานะที่ประธานฯตรวจสอบการทุจริตโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิด ในโครงการ "เซฟโซนสคูล" ในโรงเรียน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอ จังหวัดสงขลา จำนวน 1,104 จุด มูลค่า 577 ล้านบาท
เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนในจ.สงขลาจำนวน 2 แห่ง ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) หาดใหญ่ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาคใต้ (ปปท.) เขตพื้นที่ 9 จ.สงขลา พ.ต.ท.สามารถ ไชยณรงค์ ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกเปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" วันนี้ได้นำทีมและนักกฎหมายหน้าห้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนักวิชาการด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) หาดใหญ่ อีกจำนวน 3 ท่าน พร้อมกล้องวงจรปิดและอุปกรณ์เพื่อทดสอบระบบลงพื้นที่จำนวน 2 จุด 2 โรงเรียน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
การจัดซื้อจัดจ้างระบบกล้องโทรศัพท์วงจรปิดโรงเรียนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (3 จังหวัด 4 อำเภอ จ.สงขลา) ในโครงการ เซฟโซนสคูล ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 10 เขต และ สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 2 เขต จำนวน 1,104 แห่ง งบประมาณ 577 ล้านบาท
หลังจากทางคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นเจ้าของงบประมาณ ที่ได้มีการตั้งกรรมการมาตรวจสอบแล้ว และมีการรายงานผลการตรวจสอบต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยทางคณะกรรมการฯยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามสัญญาทั้งหมด ไม่มีการทุจริต ซึ่งข้อมูลมันสวนทางกับหน่วยงานในพื้นที่ๆมีการตรวจสอบเรื่องนี้ก็คือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาคใต้ (ปปท.) เขตพื้นที่ 9 จ.สงขลา
ซึ่งผลจากการตรวจสอบจำนวน 2 จุดที่ดำเนินการติดตั้งโดยบริษัทไทยทรานสมิชชั่นอินดัสทรี จำกัด ประเด็นที่ตรวจพบมีสิ่งผิดปกติอยู่ 2-3 ประการ ประการแรก ในสัญญา (ทีโออาร์) ระบุว่า ฮาร์ทแวร์ที่รองรับสลิขสิทธิ์กล้องวงจรปิดระบบุชัดเจนว่าจะต้องรองรับกล้องวงจรปิดได้ไม่น้อยกว่า 16 ตัว ซึ่งสพฐ.ให้เงินซื้อกล้องมา 6 ตัว ในอนาคตเพื่อซื้อกล้องมาเพิ่มอีก 10 ตัวต่อจุด ต้องสามารถใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องไปซื้อลิขสิทธิ์เพิ่มเติม
แต่จากการตรวจสอบพบว่ามันสามารถรองรับกล้องได้แค่ 6 ตัว ซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติที่ชัดเจนมาก เพราะในสัญญาระบุชัดว่าซอฟฟแวร์ที่ติดตั้งจะสามารถรองรับกล้องวงจรปิดได้ไม่น้อยกว่า 16 ตัวโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เมื่อเราน้ำกล้องตัวที่ 7 มาติดตั้งแล้วเปิดเชื่อมกับระบบปรากฎว่าไม่สามารถเชื่อมกับระบบได้ ซึ่งตรงนี้ค่าใช้จ่ายในซื้อลิขสิทธิ์สำหรับรองรับกล้องอีก 10 ตัวต่อจุดตามสัญญา
จะต้องเสียเงินในการซื้อลิขสิทธิ์กล้องวงจรปิดเพิ่มตัวละ 5,500 บาท เอา 5,500 บาทคูณด้วยจำนวนกล้องจำนวน 10 ตัวต่อจุด แล้วไปคูณด้วย 1,104 จุด จะต้องเพิ่มเงินอีกว่า 60 ล้านบาท แต่ในสัญญาระบุชัดว่าการเพิ่มกล้องวงจรปิดอีกจำนวน 10 ตัวต่อจุดจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มตรงนี้ก็ไปดูว่าการตีความของสพฐ.เป็นอย่างไร
ประเด็นที่สองก็คือการติดตั้งระบบเพื่อให้ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถดูภาพจากกล้องวงจรปิดได้จากสมาร์ทโฟนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง แต่การตรวจสอบวันนี้ปรากฎว่า โรงเรียน 1 แห่ง ตั้งแต่มีการติดตั้งมายังไม่สามารถดูภาพจากกล้องวงจรปิดจากสมาร์ทโฟนได้ ส่วนอีก 1 โรงเรียนหากไม่เปิดทีวีก็ไม่สามารถดูได้ ซึ่งไม่ตรงกับสัญญาที่ระบุว่าจะต้องดูได้ไม่ว่าทีวีจะเปิดหรือปิดก็ตาม
ส่วนประเด็นที่สาม เป็นเรื่องของการติดตั้งซอฟฟแวร์ ซึ่งทางผู้ติดตั้งไม่ได้ติดตั้งซอฟแวร์ตามที่ระบุในสัญญา ทั้งหมดคือ 3 ประเด็นหลักที่มีการตรวจสอบพบความผิดปกติในวันนี้ ซึ่งเรื่องนี้จะนำข้อมูลที่ได้จากการตรวจสุ่มตรวจโรงเรียนที่มีการติดตั้งโดย 4 บริษัทที่ประมูลและดำเนินการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (จะนะ เทพา สะบ้าย้อย นาทวี) เพื่อไปคุยกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ซึ่งรายงานผลการตรวจสอบว่าทุกอย่างเป็นไปตามสัญญาทั้งหมด ว่ามันเข้าใจผิดพลาดกันอย่างไร หลังจากนั้นก็นำรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้รับทราบ เพื่อให้ท่านรัฐมนตรีฯท่านใช้อำนาจในการที่จะตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมหรือยังไงก็แล้วแต่ ในการที่จะลงมาตรวจสอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง นี่คือกระบวนการที่ดำเนินการหลังจากเดินทางกลับจากพื้นที่
ส่วนคำถามว่าสรุปแล้วโครงการนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นหรือยัง พล.ท.โกศล กล่าวว่า ยังไม่กล้าชี้ชัดว่ามีการทุจริตหรือไม่ อย่างไร เพียงแต่ว่าข้อมูลในสัญญาส่วนใหญ่เป็นศัพท์เทคนิคเฉพาะ ก็ต้องไปให้ทางผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากม.อ.ที่ร่วมตรวจสอบก็ให้ข้อมูลที่ดีมากกับเรา แต่ว่าต้องไปดูว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ลงมาตรวจสอบผมไม่มั่นใจว่าจะเข้าใจตรงกันหรือไม่อย่างไร
" ก็คงเป็นเรื่องที่ไปคุยกัน โดยเอาสัญญาเป็นตัวตั้ง เพื่อดูว่าใครมีข้อมูลที่ผิดพลาด ถ้าตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตจริง กระบวนการในการสอบสวนทั้งทางวินัยและทางอาญาจะต้องมีแน่นอน แต่ยังไม่สามารถอธิบายถึงขั้นตอนการดำเนินการต่างๆได้ เป็นเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านจะเป็นใช้อำนาจตรงนี้" ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว