เนชั่นทีวี

ข่าว

การคลังสหรัฐส่อวิกฤติ! เงินสดในมือเหลือเพียง 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์

15 มี.ค. 2560 | te

การคลังสหรัฐส่อวิกฤติ! เงินสดในมือเหลือเพียง 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์

วันที่ 15 มีนาคมวันดีเดย์ฐานะการคลังสหรัฐส่อวิกฤติ หลังจากเงินสดในมือมีเหลือเพียง 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ดิ่งลงฮวบเมื่อเทียบกับฐานะเงินสดที่มีถึง 3.84 แสนล้านดอลลาร์ในวันที่ทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ท่ามกลางยอดหนี้ของรัฐบาลกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ที่พุ่งเพดานวันนี้ นอกจากนี้รายได้จากการจัดเก็บภาษีภายใต้การบริหารของเขามีแนวโน้มลดลงถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์

ขณะที่เฟดยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดจากสัญญาณเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง โดยตลาดเชื่อ 100% กับการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 1% ในวันนี้ และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 50% สำหรับการขี้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนมิถุนายน แต่ก็เริ่มมีความกังวลกับผลกระทบต่อภาวะการลงทุนที่มีความเสี่ยงในตลาดการเงินมากขึ้น เนื่องจากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้น สวนทางบอนด์ยีลด์ที่พุ่งขึ้นแต่มีราคาดิ่งลง
RBC วิเคราะห์ตลาดการเงินโลกมีความเสี่ยงขาลง เตือนนักลงทุนรับมือทิศทางการเงินทั่วโลกที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางประเทศต่างๆ โดยที่มีเฟดเป็นกระแสนำ ซึ่งเป็นสัญญาณลบกระทบต่อตลาดการเงินโลก

1.โดนัลด์ ทรัมป์ เจอบททดสอบวิกฤติการคลังเป็นครั้งแรก หลังจากพบว่า ในวันนี้ฐานะงบดุลเงินสดในมือ (Cash Balance) ของรัฐบาลภายใต้การบริหารของเขามีเหลืออยู่เพียง 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เปรียบเทียบกับฐานะงบดุลเงินสดที่มีอยู่ 3.84 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงวันที่ 20 มกราคม ที่มีการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ขณะที่รายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยเดือนมกราคมรัฐบาลมีฐานะงบดุลเงินสดอยู่ 4 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งมีการเปรียบเทียบว่ารัฐบาลมีฐานะเงินสดในมือที่น้อยกว่าฐานะเงินสดสำรองของกูเกิ้ลเพียงบริษัทเดียวที่มีมากถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์

2.ขณะที่รัฐบาลภายใต้ทรัมป์กำลังเผชิญหน้ากับหนี้จำนวน 20 ล้านล้านดอลลาร์ที่พุ่งชนเพดานในวันนี้ กำลังเป็นบทเรียนซ้ำรอยกับเหตุการณ์ที่เกิด Government Shutdown ในยุคของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ถึง 3 ครั้ง เป็นการเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2011 ครั้งที่สองปี 2013 และครั้งที่สามปี 2015 จนรัฐบาลในขณะนั้นต้องเปิดประเด็นข้อถกเถียงอย่างหนักกับรัฐสภาและมีการต่อรองที่จะเลื่อนการชนเพดานหนี้ออกไปซึ่งจะครบกำหนดฝนวันที่ 15 มีนาคม 2017 คือในวันนี้
หากไม่มีการเลื่อนขยายเวลาชนเพดานหนี้ออกไป รัฐบาลของทรัมป์ก็จะต้องเจอกับภาวะ Government Shutdown อีกครั้งหนี่ง เนื่องจากไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายเพื่อกรบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มที่การจัดเก็บรายได้จากภาษีมีแนวโน้มที่จะลดลงถึงปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จะส่งผลทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องประสบภาวะขาดดุลงบประมาณมากขึ้นและมีฐานะงบดุลเงินสดอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง
ท่ามกลางสัญญาเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวลงในระยั้น โดยที่มีการคาดการณ์ของเฟด สาขาแอตแลนตา ที่ประเมินว่าจีดีพีสหรัฐจะชดชงอยู่ที่ 1.2% ในไตรมาสแรกนี้ จากที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 2.5% เนื่องจากผลกระทบของการขึ้นดอกเบี้ย

3.นอกจากนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดจากสัญญาณเงินเฟ้อที่ร้อนแรงมากขึ้น โดยตลาดเชื่อ 100% กับการขึ้นดอกเบี้ยในวันนี้อีก 0.25% เป็น 1% และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 50% สำหรับการขี้นดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่งเป็น 1.25% ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากเป็นเป้าหมายความต้องการของเฟดที่จะกลับเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยที่เป็นปกติ หรือ Normalization
แต่ภาวะดังกล่าวก็กำลังสร้างความกังวลกับผลกระทบต่อภาวะการลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะเนื่องจากการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นสหรัฐเป็นตัวนำอยู่ในภาวะที่ซบเซา สวนทางบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีของรับบาลที่พุ่งขึ้นที่ 2.6% แต่มีราคาดิ่งลงเรื่อยๆ ส่วน Dollar Index ยังทรงตัวเหนือระดับ 101.70

4.ขณะที่ RBC หรือ Royal Bank Of Canada มีบทวิเคราะห์เตือนนักลงทุนรับมือทิศทางการเงินทั่วโลกที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้นขากการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางขนาดใหญ่ต่างๆ โดยที่มีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ป็นกระแสนำ ซึ่งเป็นสัญญาณลบกระทบต่อตลาดการเงินโลก รวมทั้งกระทบต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงขาลง โดยเฉพาะสัญญาณจากการแทขายในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
ส่วนโกลด์แมน แซคส์ มีการปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐโดยเฉพาะในตลาดดดัชนี S&P 500 อยู่ที่ระดับ Neutral สำหรับการลงทุนระยะ 3 เดือน แต่ยังให้น้ำหนักที่เป็น Overweight ในการลงทุนระยะยาว 12 เดือน เนื่องจากตลาดมีปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลเป็นเชิงลบมากขึ้น

5.จับตาการปรับตัวของราคาน้ำมันโลกที่ลดลงแตะ 47.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันอังคาร จากข่าวเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันของซาอุดิอารเบียในกุมภาพันธ์อีก 2.63 แสนบาร์เรลกลับไปที่กำลังผลิตวันละ 10 ล้านบาร์เรล โดยอ้างเหตุผลว่าต้องมีการส่งมอบน้ำมันให้กับจีนที่เป็นผู้ซื้อ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ซาอุดิอารเบียแจ้งว่ามีการตัดลงกำลังผลิตวันละ 6.3 หมื่นล้านบาร์เรลลงมาที่กำลังผลิตรวม 9.787 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ข่าวล่าสุด