(12 มีนาคม 2560) นายรวมศิลป์ มานะจงประเสริฐ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" ว่าหลังจากมีการพบสัตว์ทะเลหายากเช่นวาฬสีน้ำเงินและวาฬเพชรฆาต อย่างต่อเนื่องในพื้นที่หมู่เกาะสิมิลัน วันนี้ได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ออกลาดตระเวนในพื้นที่และ เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณกองหินปูซาร์ ระหว่างเกาะปายู (เกาะ 7) และเกาะสิมิลัน (เกาะ 8) ได้พบฝูงโลมาว่ายเข้ามาวนเวียนรอบเรือตรวจการณ์โดยไม่แตกตื่น และหวาดกลัวแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงได้หยุดเดินเครื่องเพื่อบันทึกภาพโลมาทั้งบนผิวน้ำ และใต้น้ำ โดยโลมาฝูงดังกล่าวได้ว่ายวนเวียนให้เจ้าหน้าที่ได้ชมอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจะดำดิ่งหายไปใต้ท้องทะเลอันดามัน
ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ หน.สัตวแพทย์ประจำกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบลักษณะโดยรวมพบว่า ฝูงโลมาดังกล่าวเป็นฝูงโลมาปากขวดอินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific Bottlenose dolphin)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าTursiops aduncusเป็นโลมาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโลมาปากขวดธรรมดา มีผิวหนังสีน้ำเงินเข้มอมเทา สีจาง หรือบางครั้งอมชมพูด้านท้อง จะงอยปากค่อนข้างสั้นใหญ่ ครีบหลังขนาดค่อนข้างใหญ่ เป็นรูปโค้งอยู่กึ่งกลางหลัง
ซึ่งจะแตกต่างจากโลมาปากขวด คือ มีจุดสีเทาเข้มเป็นประอยู่ด้านข้าง และด้านท้องลำตัว และมีขนาดเล็กกว่าโลมาปากขวด คือ มีความยาวเต็มที่ประมาณ 1.9-2.3 เมตร เดิมทีเคยถูกจัดให้เป็นชนิดเดียวกันกับโลมาปากขวดธรรมดา จนกระทั่งในปี ค.ศ.1998 จึงได้รับการยอมรับให้แยกออกมาเป็นชนิดต่างหาก พบกระจายพันธุ์ทั่วไปในเขตอินโดแปซิฟิก กับมหาสมุทรอินเดีย เช่น ทะเลแดง ออสเตรเลียตอนเหนือ ทะเลจีนใต้ ชายฝั่งแอฟริกา ในน่านน้ำไทยพบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทย และทะเลอันดามัน แต่ปัจจุบันพบได้น้อยลง และถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535
นายรวมศิลป์ กล่าวว่า กองหินปูซาร์ เป็นกองกินที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ มีลักษณะคล้ายรูปหัวกะโหลก ด้านล่างเหมือนหุบเขาใต้ทะเลที่เต็มไปด้วยปะการังอ่อน กัลปังหารูปพัดหลากสีสัน ฝูงปลานานาพันธุ์ และเป็นจุดที่นักดำน้ำสามารถพบเห็นปลากระเบนราหู เต่า หรือฉลามวาฬ ได้มากที่สุดแห่งหนึ่งในหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งคาดว่าสาเหตุที่ช่วงนี้มีปลาขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น วาฬสีน้ำเงิน วาฬเพชฌฆาต หรือโลมาปากขวด เข้ามาหากินในเขตอุทยานฯ เป็นจำนวนมากน่าจะเกิดจากแพลงก์ตอน และปลาขนาดเล็กที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากกรมอุทยานฯ ได้เพิ่มมาตรการในการป้องกันการทำลายทรัพยากรที่เข้มข้นขึ้น ทำให้ทรัพยากรใต้ทะเลได้ฟื้นฟูตัวเอง