ขณะที่การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินโลก ต้องจับตาไปที่ปรากฏการณ์ใหม่ในรอบ 8 ปีที่ต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารที่ลอนดอน หรือ Libor พุ่งขึ้นสูงสุดรับตั้งแต่เดือนเมษายน 2009 จะส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมในตลาดการเงินทั่วโลกแพงขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
หลังจากการคาดการณ์ของตลาดที่เดิมพันเพิ่มขึ้นถึง 80% ที่ให้น้ำหนักการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ ส่งผลให้ราคาหุ้นทั้ง 3 ตลาดหลักในสหรัฐปิดตลาดในแดนลบในวันพฤหัสฯ เพื่อถอยตั้งหลักรอดูทิศทางลมก่อน โดยพบว่านักลงทุนรายย่อยตื่นซื้อหุ้นอิงกระแสทรัมป์กว่า 8.2 พันล้านดอลลาร์ในวันพุธวันเดียวหนุนดาวโจนส์ทะลุระดับ 21,100
1.หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าต้องการระบบการค้าที่เป็นเสรีและเป็นธรรมสำหรับสหรัฐ โดยลงนามในคำสั่งบริหารที่จะตั้งกำแพงภาษีตามพรมแดนการค้าสหรัฐ-เม็กซิโก หรือ Border Tax การทบทวนสนธิสัญญาการค้าอเมริกาเหนือ (NAFTA) และการถอนตัวจากข้อตกลง Trans-Pacific Partnerdhip ที่มีกับ 11 ประเทศ รวมถึงการทำให้เกิดข้อขัดแย้งในประเด็นทางการค้ากับจีน และเยอรมัน จนทำให้เกิดปฏิกิริยาจากสหภาพยุโรปที่จะนำมาตอบโต้กับสหรัฐ โดยจะยกขึ้นเป็นประเด็นข้อถกเถียงครั้งประวัติศาสตร์ขององค์การการค้าโลก หรือ WTO
ล่าสุด ท่าทีของทำเนียบขาวยังคงเดินหน้าเตรียมพร้อมแผนรับมือสงครามการค้าที่จะเกิดขึ้น โดยเตือนว่า สหรัฐภายใต้นโยบายการค้าใหม่ของทรัมป์ที่จะเปิดเจรจาแบบทวิภาคีกับประเทศคู่ค้านั้น จะไม่ยอมให้ถูกผูกมัดด้วยข้อบังคับของ WTO แต่ต้องการให้ยอมรับว่าเป็นการดำเนินการทั่วไปมากกว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการสร้างความขัดแย้งสูงสุดทางการค้าของโลก เนื่องจากสหรัฐต้องหยุดยั้งการดัมพ์ราคาสินค้าทะลักเข้าตลาดในประเทศ จนส่งผล
กระทบต่อการจ้างงานของคนอเมริกัน
อย่างไรก็ตาม นโยบายการค้าของทรัมป์นั้น ได้เขย่าท่าทีของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ ยกเว้นอังกฤษ ต้องเพิ่มความหวาดหวั่นมากขึ้น หากว่าข้อขัดแย้งทางการค้านี้จะเกิดเป็นสงครามการค้ากับสหรัฐในที่สุด
2.เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในรอบ 8 ปีที่ต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารที่ลอนดอน หรือ Libor พุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2009 โดยที่อัตราดอกเบี้ย Libor ระยะ 3 เดือนพุ่งขึ้นเป็นครั้งแรกที่ 1.09728% ในวันนี้ จากเมื่อวันอังคารอยู่ที่ 1.064% ส่งผลต่ออัตราความเสี่ยงของการกู้ยืมระยะสั้นมีมากขึ้น โดยเป็นผลกระทบมาจากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้นี้
3.ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เล็งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงตลาดหุ้นนั้น ทำให้นักลงทุนเดิมพันเพิ่มขึ้นถึง 80% ที่เชื่อว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากที่ 4 สมาชิกของเฟดออกมาพูดถึงความเห็นต่อแนวโน้มทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่ไม่อาจจะนั่งรอให้เนิ่นนานออกไป
ทั้งนี้ จากการมองสถานการณ์ในจุดต่อจุดของปัญหาราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นทำสถืติใหม่เป็นรายวัน จนดาวโจนส์ทะลุระดับ 21,100 อย่างร้อนแรง และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีดัชนีราคาพุ่งขึ้นทะลุ 5,900 เป็นระดับความร้อนแรงใกล้เคียงกับภาวะที่เกิดฟองสบู่แตกในหุ้นกลุ่มดอทคอมช่วงทศวรรษ 1990-2000 ทำให้ตลาดให้น้ำหนักมากกว่า 80-90% ที่คาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดราคาหุ้นในการประชุมของเหดที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมนี้
4.ตลาดที่เดิมพันเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ราคาหุ้นทั้ง 3 ตลาดหลักในสหรัฐปิดตลาดในแดนลบ โดยดาวโจนส์ปิดลดลงหลุด 21,000 ในวันพฤหัสฯ เพื่อตั้งหลักรอดูทิศทางลมกันใหม่ หลังจากพบว่า นักลงทุนรายย่อยเป็นกลุ่มที่แห่เข้าซื้อหุ้นในวันพุธวันเดียวถึง 8.2 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นเม็ดเงินมากที่สุดที่ตื่นซื้อหุ้นในวันเดียวนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2014 จนกระทั่งหนุนดาวโจนส์ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
5.รัฐสภาของสหภาพยุโรป หรืออียู เสนอฝ่ายบริหารระดับสูงยกเลิก Free Visa ที่ให้กับคนอเมริกันสามารถที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยุโรปโดยไม่ต้องยื่นขอวีซ่า โดยกำหนดให้ต้องยื่นขอวิซ่าเริ่มตั้งช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะถึงนี้
ก่อนหน้านี้ ทางการสหรัฐได้ปฏิเสธที่จะให้ Free Visa กับพลเมือง 4 ประเทศในยุโรปตะวันออกคือ โปแลนด์ บัลแกเรีย โครเอเชีย และโรมาเนีย รวมทั้งไซปรัสในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ขณะที่มีการให้ Free Visa กับอีก 23 ประเทศของอียูซึ่งสหรัฐยืนยอมให้พลเมืองในยุโรปดังกล่าวเดินทางเข้าสหรัฐได้อย่างเสรีไม่ต้องมีวีซ่า
ทั้งนี้ การตัดสินใตของรัฐสภาอียูครั้งนี้มาจากเหตุผลการร้องเรียนของ 4 ประเทศยุโรปตะวันออกและไซปรัส ที่ระบุว่าทางการสหรัฐทำการแบ่งแยกพลเมืองของอียู จึงต้องการให้อียูดำเนินการในลักษณะเดียวกับสหรัฐ ให้เข้มงวดกับคนอเมริกันนับล้านคนต้องยื่นขอวีซ่าเมื่อต้องการเดินทางเข้ามาในยุโรปด้วย