สธ.ห้ามดื่มน้ำสีชมพู เสี่ยงอันตราย
23 ก.พ. 2560 | jirasin_yin

สาธารณสุขอำเภอโนนสูง นำน้ำสีชมพูในบ่อกลางวัดร้าง มาตรวจพิสูจน์ทางกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้ว สั่งห้ามชาวบ้านดื่มกินเด็ดขาด
ข่าว
23 ก.พ. 2560 | jirasin_yin

สาธารณสุขอำเภอโนนสูง นำน้ำสีชมพูในบ่อกลางวัดร้าง มาตรวจพิสูจน์ทางกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้ว สั่งห้ามชาวบ้านดื่มกินเด็ดขาด
หลังชาวบ้าน พบบ่อน้ำซีเมนต์สภาพเก่าภายในวัดบ้านดอนเพกาหมู่ 9 ต.ขามเฒ่า อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ลักษณะน้ำในบ่อมีสีชมพูอมม่วง น่าแปลกประหลาด ชาวบ้านพากันตักไปดื่มกิน เนื่องจากเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ช่วยรักษาโรค
ล่าสุด นายประพันธ์ เมี้ยนกลาง ผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอโนนสูง จ.นครราชสีมา บอกว่า ได้นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อน้ำเก่าแล้ว โดยใช้ชุดเครื่องมืออย่างง่ายเก็บตัวอย่างน้ำในบ่อตรวจพิสูจน์เพื่อหาปริมาณความเข้มข้นของแบคทีเรียในน้ำเพื่อยืนยันว่าน้ำที่มีลักษณะสีชมพู มีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของชาวบ้านที่พากันตักน้ำไปดื่มกินหรือไม่ คาดว่าจะทราบผลใน 1 วัน เบื้องต้นสันนิษฐานว่า สาเหตุที่ทำให้น้ำในบ่อเป็นสีชมพูน่าจะเกิดจากกระบวนทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องลี้ลับแต่อย่างใด
ขณะที่นายเด่นชัย มุ่งรวมกลาง กำนัน ต.ขามเฒ่า บอกว่า ได้วางแนวรั้วกั้นบริเวณบ่อน้ำเป็นพื้นที่ "ห้ามเข้า" ป้องกันชาวบ้านมาตักน้ำไปดื่มกินซ้ำอีก เพราะยังไม่สามารถยืนยันว่าน้ำในบ่อสีชมพูสามารถดื่มกินได้หรือไม่ ส่วนชาวบ้านที่เคยตักน้ำสีชมพูไปดื่มกิน ยืนยันว่า ลักษณะเหมือนน้ำตามธรรมชาติไม่มีกลิ่น ไม่มีรส หลังดื่มแล้วรู้สึกกระชุ่มกระชวย ผ่อนคลายและไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพแต่อย่างใด.
นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านจุดธูปกล่าวไหว้สิ่งศิกดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ หลังเกิดเหตุการณ์ประหลาดหญิงนุ่งขาวห่มขาวมีอาการมือสั่น พูดเสียงดังอ้างตัวเป็นร่างทรง มาแสดงอิทธิฤทธิ์เนรมิตบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้ชาวบ้านนำไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บ แต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ ว่าสารพิษที่เป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือไม่.
ขณะที่ เพจของ ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความ ว่า อย่าเอามาดื่มกิน เพราะยังไม่รู้กันว่าสีชมพูมาจากอะไร อาจจะอันตรายก็ได้ การที่น้ำเปลี่ยนสีไป อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเรื่องของแร่ธาตุในดิน ซึ่งต้องส่องกล้องจุลทรรศน์ก็รู้ จึงอยากอยากให้หน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาแถวนั้น เช่น ม.สุรนารี ไปตักน้ำมาตรวจสอบ ไม่นานก็น่าจะรู้แล้วว่ามาจากอะไร