เนชั่นทีวี

ข่าว

รวยด้วยรัก...รวยด้วยหุ้น … โดย มนตรี ศรไพศาล

20 ก.พ. 2560 | nation_ent

รวยด้วยรัก...รวยด้วยหุ้น … โดย มนตรี ศรไพศาล

ขอเป็น "นักวิชาการ" ที่ร่วม "สนับสนุน" โรงไฟฟ้าถ่านหินผมไม่อยากเห็นผู้ "ค้าน" การพัฒนาเศรษฐกิจเป็น "นักวิชาการ" แต่ ผู้ "สนับสนุน" ไม่ใช่

ผมว่า "นักวิชาการ" ในวงการตลาดทุนอย่างผม และ อีกหลายๆคน ก็น่าจะแสดงความเห็นในเรื่องนี้ได้ อย่างเป็นกลาง
... ถ้าเป็นโครงการที่จะสร้างมลภาวะ ทำลายการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศ ผมก็ไม่เห็นด้วย
... ถ้าเป็นโครงการที่ลงทุนไปแล้ว ไม่ได้ช่วยให้ชาวกระบี่ และ ชาวใต้มีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคง ผมก็ไม่เห็นด้วย
เมื่อได้พิจารณาข้อมูลต่างๆแล้ว ผมขอแสดงความเห็นทางวิชาการ "สนับสนุน" โรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ ดังนี้
1.        ประเทศต้องการกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม การใช้ไฟฟ้าของคนไทย โดยเฉพาะที่ภาคใต้เพิ่มขึ้นถึงปีละ 100 MW ด้วยเป็นพื้นที่ที่ประชาการหนาแน่น และ เติบโตสูงจากการท่องเที่ยว และ ประชาชนก็มีรายได้ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ใช้ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในหลายพื้นที่ที่เป็นเกาะ หรือ ข้ามเขา ก็ยังอาจต้องปั่นไฟฟ้าเอง ซึ่งต้นทุนแพงมากสำหรับคนในพื้นที่
2.        โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อรักษาทรัพยากรให้ลูกหลาน ทางเลือกอื่นแต่ละทางเลือกไม่ใช่คำตอบ
... การใช้ก๊าซธรรมชาติ ดูจะเป็นทางเลือกที่ง่าย ของ "คนรุ่นเรา" แต่เป็นการเอาทรัพยากรของ "คนรุ่นลูกหลาน" มาใช้ เรายังมีทรัพยากรพลังงานอยู่บ้าง ทำให้เรามีอำนาจต่อรองกับต่างชาติในการซื้อทรัพยากรพลังงาน แต่หากวันใดที่เราไม่มีแล้ว ต้องพึ่งพาต่างชาติแต่เพียงอย่างเดียว เราอาจมีต้นทุนพลังงานสูงมาก และ อาจไม่มีพลังงานใช้พอเพียงก็เป็นได้
... การใช้พลังงานสะอาดจาก สายลม-แสงแดด ก็ไม่ได้ช่วยจริง เพราะเราก็ทราบว่า โครงการโซลาร์ฟาร์ม สามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงมีแดด 10-16 น. โดยประมาณ แต่คนไทยใช้ไฟฟ้ามากๆ ถึงช่วง 18-21 น. ด้วย โดยเฉพาะ พื้นที่พักอาศัยใช้ไฟสว่างยามค่ำคืน พื้นที่ค้าขายยามเย็น หรือ พื้นที่รองรับนักท่องเที่ยว เป็นต้น
ไฟฟ้ากังหันลมยิ่งยาก เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่า ลมจะมาเวลาใด ควบคุมไม่ได้ การลงทุนในโครงการเหล่านั้น จึง "ไม่สามารถให้พลังงานที่มั่นคง เชื่อถือได้" ในเวลาที่ประชาชนต้องใช้ไฟฟ้า กังหันลมเองในพื้นที่ที่ลมไม่แรงเหมือนในบางพื้นที่ในต่างประเทศ ก็จะยิ่งผลิตไฟฟ้าได้น้อย ไม่มั่นคง ไฟฟ้าที่กระตุก เครื่องใช้ไฟฟ้าก็เสียหายได้... การใช้พลังงานชีวมวล จากการเผาไม้ หรือ ซากไม้ก็ยังแพงมาก และ หากเป็นการตัดไม้จำนวนมาก ที่ไม่ใช่ไม้เศรษฐกิจ เช่น ซากไม้ กิ่งก้าน รากไม้ ก็อาจจะเป็นการทำลายพื้นที่สีเขียวอีกด้วย
... การนำเข้าไฟฟ้าจากต่างชาติ ก็ห่างไกล โดยสภาพภูมิศาสตร์ที่ผอมยาว ก็จะมีต้นทุนที่แพง ค่าปักเสาพาดสายไกลๆต้องมีการลงทุนสูง ไฟฟ้าสูญเสียระหว่างส่งไฟฟ้ามาก... การใช้ถ่านหินจากการนำเข้าในพื้นที่ภาคใต้ ก็จะตอบโจทย์ เพราะมีต้นทุนการขนส่งที่ต่ำ ผลิตไฟฟ้าได้มาก ซึ่งจะนำความมั่นคงทางพลังงานมาสู่พื้นที่ จะมีส่วนช่วยในการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่อีกมาก
3.         ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมดีเพียงพอ ดังที่เราจะเคยได้ติดตามเรื่อง โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่จังหวัดลำปาง ซึ่งตั้งมาแล้วกว่า 60 ปี ซึ่งหลายสิบปีแรก ประชาชนในพื้นที่เข้าใจ ยอมรับ ผู้ที่ต้องโยกย้าย ได้รับการชดเชยที่เป็นธรรม ประชาชนรอบๆได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี แต่ต่อมา มีประชาชนเข้าไปอยู่เพิ่มเติมในพื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้า และ กลับบ่นกันว่า มีปัญหาสิ่งแวดล้อม มีการบ่นว่ามีควันเสียตกกลับมารบกวน เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว แต่แล้วเสียงบ่นเหล่านั้นได้หายไปแล้ว ก็เป็นเพราะว่า โรงไฟฟ้าได้ใช้เทคโนโลยีในการควบคุมมลสารของโรงไฟฟ้า ได้แก่ ระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (SCR) กำจัดฝุ่นละออง (ESP) และกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) สามารถควบคุมอัตราการปล่อยก๊าซมลสารได้ดีกว่ามาตรฐานเพียงพอ
นอกจากนั้น ถ่านหินที่นำเข้าเป็นแบบ ซับบิทูมินัส นำเข้าจากอินโดนีเซียหรือออสเตรเลีย ซึ่งได้กำหนดคุณสมบัติให้มีค่าความร้อนสูง มีขี้เถ้าน้อย และค่ากำมะถันต่ำ จะมีคุณภาพที่ยิ่งดีกว่าถ่านหินลิกไนต์ที่แม่เมาะอีกด้วย เพราะเป็นธรรมชาติว่า การส่งออกต้องมีค่าขนส่ง ถ้าใช้ของที่คุณภาพต่ำ พลังงานความร้อนน้อย ส่งออก จะไม่มีใครซื้อ เพราะไม่คุ้มค่าขนส่งการลำเลียงถ่านหินจากเรือมายังโรงเก็บถ่านหินบริเวณท่าเทียบเรือก็จะเป็นระบบปิด โดยจะลำเลียงถ่านหินจากท่าเรือไปตามอุโมงค์ หรือสายพานลำเลียงระบบปิดไปยังโรงเก็บถ่านหินระบบปิด บริเวณโรงไฟฟ้าซึ่งอยู่ไกลจากชายฝั่งลึกเข้าไปในแผ่นดินถึง 10 กิโลเมตร
ประเด็นผลกระทบของเรือขนส่งถ่านหินต่อแหล่งดำน้ำ หรือเรือท่องเที่ยวนั้น จากการศึกษาแหล่งดำน้ำในบริเวณเส้นทางเดินเรือพบว่า มีจุดดำน้ำดูปะการังจำนวน 13 แห่ง เกือบทั้งหมดอยู่ห่างจากเส้นทางเดินเรือเกินกว่า 10 กิโลเมตรขึ้นไป มีเพียง 2 จุด ที่มีระยะห่าง 3.9 และ 6 กิโลเมตร ซึ่งจากระยะห่างของเส้นทางเดินเรือ จึงไม่สร้างผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือภูมิทัศน์ของกิจกรรมท่องเที่ยว ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรการความเร็วเรือที่ไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และการเดินเรือเฉลี่ยวันละ 1 เที่ยว
เราอยากใช้พลังงานไฟฟ้ากันทุกคน จำเป็นต้องมีการผลิตไฟฟ้า โดยระมัดระวังเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีการชดเชยต่อผู้ถูกกระทบโดยตรงที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ขอให้ "คนรุ่นเรา" นึงถึง "คนรุ่นลูกหลาน" ด้วย ก็น่าจะหาทางออกที่ดีได้ครับ
มนตรี ศรไพศาล ([email protected]; www.oknation.net/blog/richwithlove; @montrees)

ข่าวล่าสุด