PRIMETIMEกับเทพชัย : เมื่อ "ปรากฏการณ์ไซซะนะ" เขย่าโลกโซเชียลลาว
14 ก.พ. 2560

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงคนลาวมากที่สุด คงไม่มีเซเลบคนไหนที่โด่งดังในหมู่ชาวเวียงจันท์ มากไปกว่าไซซะนะ แก้วพิมพา
ข่าว
14 ก.พ. 2560

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงคนลาวมากที่สุด คงไม่มีเซเลบคนไหนที่โด่งดังในหมู่ชาวเวียงจันท์ มากไปกว่าไซซะนะ แก้วพิมพา
มหาเศรษฐีรุ่นใหม่ นักสะสมรถซูเปอร์คาร์ นักเลงไก่ชน นักพนันฟุตบอลตัวยง และเน็ตไอดอล เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ของไซซะนะในสายตาของพลเมืองเน็ตลาว ภาพของ "เฮียลบ" ซึ่งเป็นชื่อที่คนลาวใช้เรียกไซซะนะ กับสุดหรูกว่า 20 คันทั้งเฟอรารี่. ลัมโบกินี่, ปอร์เช่, และออดี้ได้กลายเป็นภาพคุ้นตาของคนลาวทั่วไป ชีวิตที่แสนจะฟู่ฟ่าของไซซะนะอาจทำให้คนลาวไม่น้อยอิจฉา แต่มันก็ภาพที่สวนทางโดยสิ้นเชิงกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศลาวซึ่งยังถูกจัดให้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
มีคำถามมากมายว่าอะไรทำให้อดีตลูกชาวนาอย่างไซซะนะร่ำรวยได้อย่างรวดเร็วและมากมายขนาดนี้ แต่ในสังคมที่ถูกปิดกั้นทางด้านข่าวสารอย่างลาวที่ยังปกครองด้วยระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะตอบคำถามนี้ได้สิ่งที่ชาวลาวได้ยินเกี่ยวกับชีวิตและความมั่งคั่งของไซซะนะจึงเป็นเรื่องบอกเล่า เป็นเรื่องกระซิบกระซาบ และข่าวลือในโลกโซเชียลมีเดีย แต่ในที่สุด ทุกคนก็ได้คำตอบที่รอคอย...ไซซะนะถูกตำรวจปรามปรามยาเสพติดของไทยจับตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิหลังเดินทางกลับจากท่องเที่ยวที่เกาะภูเก็ตเมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา
ปฏิบัติการที่มีชื่อ "ชัยยะสยบไพรี 60/1" เป็นภาพที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้สื่อไทยไม่น้อย และคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนที่มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตากองทัพนักข่าวนับร้อย ในเวลาชั่วข้ามคืนเซเลบที่โด่งดังและมีเส้นสายมากที่สุดคนหนึ่งของลาว ได้กลายเป็นเจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดของลาวที่ถูกจับได้ในประเทศไทย และในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังจากสื่อไทยรายงานข่าวการจับไซซะนะ โลกโซเชียลมีเดียของลาวก็กระหึ่มไปด้วยเรื่องนี้ เซเลบแถวหน้าของเวียงจันทน์และเน็ตไอดอลของกลุ่มวัยรุ่น "เกรียนลาว"ได้กลายเป็นผู้ต้องหาค้ายาเสพติดแล้ว
ถึงแม้ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของไทยจะอ้างว่าได้ติดตามพฤติกรรมของไซซะนะมานานแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนก็ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของผู้ต้องหารายสำคัญคนนี้มากนัก แต่ข้ามฝั่งโขงไป โลกโซเชียลมีเดียในนครเวียงจันท์ กำลังคึกคักอย่างเต็มที่กับการขุดคุ้ยประวัติและการขยายความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานนักภาพส่วนตัวของ "เฮียลบ" ที่ปรากฏตัวในงานและกิจกรรมต่างๆ ก็โผล่ขึ้นในเฟซบุ๊คอย่างไม่ขาดสายพร้อมความเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์
เสียงในโลกโซเชียลมีเดียวของลาวทำให้เห็นชัดเจนว่าคนลาวไม่น้อยรู้ดีว่าความร่ำรวยของไซซะนะมีที่มาที่ไปอย่างไร และไม่น้อยแสดงความสะใจที่คนที่กฎหมายลาวทำอะไรไม่ได้ต้องมาเสียท่าให้ตำรวจไทย ชาวเน็ตลาวบางกลุ่มแสดงความชื่นชมตำรวจไทยและบางกลุ่มถึงขั้นยกให้ตำรวจไทยชุดที่จับกุมไซซะนะเป็นวีรบุรุษและคำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมตำรวจลาวจึงปล่อยให้นักค้ายาเสพติดรายใหญ่ลอยนวลอยู่บนแผ่นดินลาวได้ตั้งหลายปี บางความเห็นยังเชื่อมโยงไซซะนะกับเจ้าหน้าที่และคนในรัฐบาล นี่น่าจะเป็นความเห็นและปฏิกิริยาที่มีผลบกระทบต่อรัฐบาลลาวมากที่สุด
ถึงแม้แม้ว่าสื่อออนไลน์ลาวบางสำนักจะมีข้อมูลว่า "เฮียลบ" มีธุรกิจส่งออก-นำเข้าสินค้าและธุรกิจโรงเลื่อยแต่คนลาวส่วนใหญ่กลับมองว่าเขาร่ำรวยแบบไม่มีที่มา ยิ่งถ้าดูจากภูมิหลังของครอบครัวที่มีอาชีพทำไร่ทำนาที่บ้านดอนลับเมืองหินบูนแขวงคำม่วนซึ่งอยู่ตรงข้ามอ.ท่าอุเทนจ.นครพนม ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยมากมายว่าไซซะนะสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองได้มากขนาดนี้ได้อย่างไร ขณะที่โซเชียลมีเดียวลาวกระหึ่มไปด้วยเรื่องการจับตัวไซซะนะ สื่อกระแสหลักซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลับไม่สนใจเรื่องนี้ แม้แต่กระทรวงป้องกันความสงบหรือกระทรวงตำรวจลาวก็ยังนิ่งเงียบไม่มีการแถลงข่าวใดๆต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ไพรม์ไทม์ได้รับการเปิดเผยว่า สำนักข่าวสาร "ปะเทดลาว" ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลได้พยายามสอบถามไปยังกระทรวงป้องกันความสงบว่าจะมีการแถลงข่าวเรื่องนี้หรือไม่? แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ ขณะที่สถานีโทรทัศน์ป้องกันความสงบและหนังสือพิมพ์ป้องกันความสงบซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลเช่นเดียวกันก็ไม่ได้เอ่ยถึงการจับไซซะนะ
เมื่อพึ่งสื่อของรัฐไม่ได้ ชาวลาวจึงต้องหันมาไปหาข้อมูลจากสื่อในโลกออนไลน์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสื่อเดียวที่ไม่ถูกรัฐบาลควบคุมอย่างจริงจัง สำนักข่าวออนไลน์เอกชนอย่างโทละโข่ง, อยู่นาสตูดิโอ, ลาวโพสต์ ,มหาชนแมกกาซีน,ขวัญใจแมกกาซีนและเอบีซีลาวนิวส์ ได้กลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความคืบหน้าในคดีนี้ที่สื่อออนไลน์ลาวรายงานส่วนใหญ่จะถูกรวบรวมจากสื่อออนไลน์ของไทย แต่จะถูกแต่งเติมให้มีสีสันมากขึ้น แต่ที่สร้างความฮือฮาคือสิ่งที่ปรากฏในเฟซบุ๊คส่วนตัวของชาวลาวหลายคน ชาวเน็ตลาวเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "นักข่าว" โดยปริยาย ด้วยการค้นหาภาพไซซะนะที่ถ่ายคู่กับเหล่าคนดังเมืองลาวมาเผยแพร่ และแน่นอนว่าใครก็ตามที่ปรากฏในภาพร่วมกับไซซะนะคงต้องตอบคำถามมากมาย หลายคนเป็นดารา นักร้องหรือเซเลบจากประเทศไทย และกำลังตกเป้าของการตรวจสอบ หนึ่งคนดังในสังคมชั้นสูงของลาวที่กลายเป็นเป้าในโลกโซเชียมีเดีย คือทะนูสอน แก้วเวียงคำ หรือ "กู้ลาวสตาร์" น้องชายของประธานสถานีโทรทัศน์ลาวสตาร์สถานีโทรทัศน์เอกชนชั้นนำของลาว
ในเฟซบุ๊คมีภาพ "กู้ลาวสตาร์" ถ่ายคู่กับไซซะนะในหลายสถานที่และถูกตั้งข้อสังสัยว่าจะเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทาจนพี่ชาย สุละเพ็ด แก้วเวียงคำ เจ้าของทีวีลาวสตาร์ออกคำสั่ง "ปลด" น้องชายออกจากตำแหน่งรองประธานลาวสตาร์และประกาศว่าการกระทำใดๆของกู้ลาวสตาร์นั้นไม่เกี่ยวข้องกับลาวสตาร์ และการถูกพี่ชายปลดจากตำแหน่งยิ่งทำให้สังคมกังขามากขึ้นจนกู้ลาวสตาร์อยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกมายืนยันผ่านทั้งสื่อลาวและสื่อไทยว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจกับไซซะนะ อีกคนหนึ่งคือ สีสุก ดาวเฮือง เจ้าของคอกม้า,โชว์รูมรถหรูและผู้รับสัมปทานหวยรัฐ สีสุกปรากฏในภาพถ่ายคู่กับไซซะนะและมีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียว่าเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับไซซะนะ
สีสุก ยังมีภาพถ่ายคู่กับดาราไทยหลายคนอันเป็นที่มาของข่าวพระเอกช่องมากสี ของไทยมีภาพร่วมเฟรมกับไซซะนะซึ่งต่อมาถูกปฏิเสธ แต่คนที่ดูเหมือนจะสร้างความปั่นป่วนมากที่สุด คือเดชสงครามทำมะวง ซึ่งเป็นบุตรชายของทองสิงทำมะวงอดีตนายกรัฐมนตรีลาว
ภาพของ "เดชสงคราม" ถ่ายคู่กับไซซะนะหลุดออกมาจากเฟซบุ๊คส่วนตัวของชาวลาวคนหนึ่งและถูกแชร์อย่างกว้างขวาง แต่เป็นการแชร์ที่ไม่มีความเห็นหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ประกอบมากนัก อาจจะเป็นเพราะ เดชสงคราม เป็นถึงลูกชายอดีตผู้นำประเทศที่เพิ่งก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ในประเทศคอมมิวนิสต์อย่างลาว การวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความเห็นในเชิงลบต่อผู้มีอำนาจหรือคนใกล้ชิดไม่ใช่สิ่งที่เกิดได้บ่อยนัก และก็เรื่องปกติเช่นกันที่ผู้มีอำนาจหรือมีสถานะทางสังคมไม่ต้องอธิบายหรือชี้แจงต่อข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหา เพราะฉะนั้นจนถึงขณะนี้จึงยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้นจากทั้งสีสุกดาวเฮืองและเดชสงครามทำมะวง ต่อภาพที่ถ่ายคู่กับไซซะนะที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย
แต่ "กู้ลาวสตาร์" ที่มีหัวโขนเป็นเจ้าของเวบโทละโข่งและมีเครือข่ายออนไลน์ลาวได้พยายามชี้แจงความบริสุทธิ์ผ่านสื่อในมือ และอาศัยเพื่อนฝูงในประเทศไทยประสานทีวีหลายช่องเพื่ออธิบายเบื้องหลังภาพถ่ายเจ้าปัญหานั้น ปฏิกิริยาของคนลาวต่อการจับไซซะนะผ่านโซเชียลมีเดียเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญมากขึ้นของสื่อออนไลน์ในลาว
ตั้งแต่ปี 2556 การใช้สื่อออนไลน์ในลาวได้ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับการใช้ระบบ 3G ก่อนยกระดับขึ้นเป็น 4G ปัจจุบันมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 7 ล้านเลขหมายซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรลาวทั้งหมด 6 ล้านกว่าคนและมีอยู่ 2 ล้านคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์
การจับไซซะนะอาจจะถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ "พลเมืองเน็ตลาว" แสดงออกถึงความรู้สึกท้าทายอำนาจการปกครอง ถึงแม้จะไม่ใช่เป็นการท้าทายโดยตรง แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณว่าคนลาวมีความแคลงใจต่อการนำของพรรคและรัฐบาลลาวที่ผูกขาดอำนาจทางการเมืองเพียงพรรคเดียวตั้งแต่การปฏิวัติในปี 2518 ดูเหมือนกฎหมายควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสื่อมวลชนกฎหมายอาญากฎหมายป้องกันความสงบและกฎหมายว่าด้วยการต้านและสกัดกั้นอาชญากรรมทางระบบคอมพิวเตอร์ไม่ได้ผลในการสะกัดกั้นปรากฏการณ์ "ไซซะนะ" ในสื่อใหม่
ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์นี้เจ้าหน้าที่เฉพาะกิจกระทรวงแถลงข่าววัฒนธรรมและท่องเที่ยวต้องออกมาปราม "สื่อออนไลน์" จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มาลงทะเบียนให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายของรัฐบาลลาว สื่อออนไลน์ที่ตกเป็นเป้าคือ โทละโข่ง, ลาวโพสต์, เอบีซีนิวส์ลาว, คิดออกและอยู่นาสตูดิโอ ที่ให้ความสำคัญกับ "ปรากฏการณ์ไซซะนะ" อย่างคึกคัก และเป็นเวบไซต์และแฟนเพจที่ได้รับความนิยมจากคนลาวอย่างมาก คำเตือนมาพร้อมกับขู่ที่ว่าหากองค์กรใดบุคคลใดและนิติบุคคลใดไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมายบ้านเมืองถ้าผิดมาก็ถือว่าต้องรับผิดชอบตัวเองและขณะนี้เจ้าหน้าที่เฉพาะกิจกำลังขึ้นบัญชีและติดตามสื่อออนไลน์ที่เป็นเป้าอย่างใกล้ชิด
เบื้องหลังขบวนการ "ฟอกเงิน"
นี่เป็นส่วนหนึ่งของรถหรูราคาแพงที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าถูกใช้เป็นช่องทางการฟอกเงินของขบวนการค้ายาเสพติดในลาวที่เชื่อมโยงกับนายไซซะนะ แก้วพิมพา และแน่นอนว่าการฟอกเงินในลักษณะนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝั่งโขง หลังการจับตัวไซซะนะ ธุรกิจเต็นท์รถยนต์หรูบางแห่ง โดยเฉพาะในย่านพระราม 3 และห้วยขวาง กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดเพราะเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจพัวพันกับการฟอกเงินของกลุ่มค้ายาเสพติด โดยเฉพาะกลุ่มของนายไซซะนะด้วย
ล่าสุดตำรวจได้เรียกนายณัฐวัฒน์ ห่วงมณี หรือ เอก บรูโน่ เจ้าของเต้นท์รถย่านพระราม 3 ให้ข้อมูลกับตำรวจปราบปรามยาเสพติดเกี่ยวกับประเด็นรถลัมโบกินี่ที่มีการซื้อขายกัน
ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ระบุไว้ การค้ายาเสพติด เป็นหนึ่งใน 25 มูลฐานความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผู้ฝ่าฝืนต้องถูกยึดทรัพย์เป็นการลงโทษที่ผู้ค้ายาเสพติดกลัวที่สุด เพราะมันหมายถึงการลงทุนที่อาจจะกลายเป็นศูนย์ทันที เพราะฉะนั้นการทำให้เงินสกปรกที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดกลายเป็นเงินสะอาด ผ่านกระบวนการฟอกในรูปแบบต่างๆ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดเปิดเผยกับไพรม์ไทม์ว่าสิ่งที่พ่อค้ายาเสพติดพยายามทำมากที่สุดในการฟอกเงินคือการกระจายเงินก้อนใหญ่ให้กลายเป็นก้อนเล็ก เพื่อหลักเลี่ยงการถูกตรวจสอบ การทำธุรกิจที่มีภาพว่าถูกกฎหมายเพื่อบังหน้าจึงเป็นวิธีการที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่นั่นหมายความว่าต้องหาคนอื่นที่ไม่มีประวัติน่าสงสัยมาเป็นฉากหน้า การทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนของเงินเป็นจำนวนมากจึงเป็นทางเลือกต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และรถยนต์ เครือข่ายของไซซะนะ แก้วพิมพา ก็เลือกใช้วีธีการแบบเดียวกัน
การฟอกเงินลักษณะเช่นนี้มักเริ่มจากผู้ค้ายาเสพติดเชิญชวนให้ผู้ที่ไว้ใจเข้ามาร่วมทำธุรกิจ โดยไม่ต้องลงทุนเป็นตัวเงิน เพียงแต่ยอมให้ใช้ชื่อและนามสกุลในการจดทะเบียนธุรกิจ บริษัทซื้อขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ราคาแพง รวมถึงธุรกิจต่อเนื่องอย่างการแต่งรถซิ่ง เป็นธุรกิจที่ขบวนการเหล่านี้นิยมมากเป็นพิเศษ
การทำกำไรไม่ใช่เป้าหมายหลักของธุรกิจเหล่านี้ เพราะมันเป็นเพียงฉากหน้าเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน ในความเป็นจริงมันก็คือช่องทางการฟอกเงินนั่นเอง รถยนต์และรถจักรยานยนต์หรูเหล่านี้ซึ่งถูกลักลอบนำเข้าประเทศด้วยวิธีการต่างๆ มักจะมาพร้อมกับราคาที่สูงลิ่ว จึงเป็นสินค้าที่ทำให้สามารถฟอกเงินได้เป็นกอบเป็นกำ และยิ่งไปกว่านั้น รถยนต์ยี่ห้อดังและรถจักรยานยนต์หรูมักเป็นที่นิยมในกลุ่มคนมีชื่อเสียง และมีฐานะซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
ไพรม์ไทม์ได้รับการเปิดเผยว่ามีรถยนต์หรูหลายสิบคันที่อยู่ในความครอบครองของเอเย่นต์ยาเสพติดรายใหญ่ชาวลา
ข่าวล่าสุด