ขณะที่ผลโพลล์เลือกตั้งเยอรมันช็อก ที่อาจจะส่งผลต่อความเสี่ยงในนโยบายของยุโรปที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น เนื่องจากแองเกลา เมอร์เคิล แห่งพรรค CDU มีความเป็นไปได้ที่จะพ่ายแพ้และพลาดตำแน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันนี้ เนื่องจากคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงอยู่ที่ 30% ตรงข้ามกับ Martin Schulz ผู้นำพรรคใหญ่ที่สุด SPD กลายเป็นคู่แข่งขันที่ได้คะแนนนิยมสูงกว่าที่ 31% ซึ่งการเลือกตั้งจริงจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้
1.กระแสการต่อต้านคำสั่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแบนพลเมืองจาก 7 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐบานปลาย โดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐ 97 รายยื่นหนังสือคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อศาลอุทธรณ์ เรียกร้องให้ระงับคำสั่งประธานาธิบดีที่ห้ามพลเมือง 7 ประเทศมุสลิมจากอิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน เยเมน และซีเรีย เดินทางเข้าสหรัฐเป็นเวลา 90 วัน และระงับการรับผู้ลี้ภัยอพยพ 120 วัน โดยเฉพาะระงับผู้ลี้ภัยจากซีเรียแบบไม่มีกำหนดจนกว่าจะมีพัฒนาการในความเปลี่ยนแปลง
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากซิลิคอนวัลเลย์ 97 บริษัทเริ่มจาก Apple Inc.ถึง Zynga Inc. รวมถึง Twitter Netflix Google Facebook และ Microsoft ได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลอุทธรณ์สหรัฐล่าสุด หลังจากที่ผู้พิพากษารัฐบาลกลางในรัฐวอชิงตันมีคำสั่งให้ระงับตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าคำสั่งห้ามดังกล่าว สร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจเทคโนโลยีของชาวอเมริกัน ต่อนวัตกรรม และการเติบโต รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการจ้างงานผู้ที่มีความสามารถ และยังเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของบริษัทในการดึงดูดการลงทุนเข้ามาในสหรัฐ
นอกจากนี้ สมาชิกอาวุโสของพรรคเดโมแครตหลายคน รวมถึงอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งจอห์น แคร์รี และเมเดลีน อัลไบรต์ ก็ร่วมคัดค้านคำสั่งของทรัมป์ด้วย โดยเรียกร้องต่อศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางให้ระงับคำสั่งประธานาธิบดีของทรัมป์
ขณะที่ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ เพิ่งจะปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์ของรัฐบาลทรัมป์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ให้รัฐบาลยื่นเอกสารภายเพิ่มเติมได้ใหม่ เพื่อใช้พิจารณาในขั้นตอนต่อไป
2.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากโพลล์สำรวจความคิดเห็นชาวเยอรมันเริ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นความเสี่ยงสูงต่อนโยบายของยุโรปที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยที่พรรค SPD (Social Democrats) ที่เป็นพรรคใหญ่ที่สุดของเยอรมันมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำใหม่ จาก Sigmar Gabriel ที่ลาออกไป โดย Martin Schulz เข้ามาเป็นผู้นำพรรคแทนในการลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ กลายเป็นคู่แข่งขันสำคัญที่ได้คะแนนนิยมสูงถึง 31% ซึ่งมากกว่าแองเกลา เมอร์เคิล ผู้นำพรรครัฐบาล CDU (Christian Democratic) ที่ลงชิงชัยเป็นสมัยที่ 4 มีคะแนนนิยมลดฮวบฮาบลงในรอบหลายปีที่ 30%
ทั้งนี้ คะแนนของ SPD พุ่งขึ้นมากกว่า 8-9% จากช่วงต้นปีนี้ที่อยู่ในระดับ 21-22% เทียบกับ CDU จากที่อยู่ในระดับ 38% เมื่อต้นปีนี้ และเคยพุ่งสูงกว่า 45% ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้
โดยเจพี มอร์แกน แบงก์อันดับหนึ่งของสหรัฐชี้ว่า ผลโพลล์ดังกล่าวนั้นช๊อคสำหรับนักลงทุนต่อสถานการณ์ทางการเมืองเยอรมันขณะนี้ เพราะหากมีการเลือกตั้งในวันนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่เมอร์เคิลอาจต้องพ่ายแพ้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงในเดือนกันยายนปีนี้ ความเสี่ยงทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น รวมถึงแนวโน้มที่กระแสการเมืองที่ต่อต้านนโยบายของเมอร์เคิลในการเปิดรับผู้อพยพเสรี ส่งผลให้อัตราความเสี่ยงของฐานะหนี้เงินกู้ต่างประเทศเยอรมันที่วัดจากการผิดนัดชำระหนี้ หรือ Credit Default Swap (CDS) มีอัตราที่พุ่งขึ้น
3.มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบีเตือนทรัมป์ลดมาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงินสหรัฐ อาจจะนำมาสู่วิกฤติการเงินรอบใหม่ ท่ามกลางเป็นเม็ดเงินสภาพคล่องของบรรดาธนาคารกลางขนาดใหญ่ที่ยังคงหมุนเวียนอยู่ในระบบการเงินโลกมีจำนวนมหาศาลถึง 14 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากที่ทรัมป์ได้เซ็นคำสั่งประธานาธิบดีให้ทบทวนกฎหมายทางการเงิน Dodd-Frank ซึ่งถูกนำมาใช้ในตั้งแต่ช่วงวิกฤติการเงินปี 2008 เพื่อให้ระบบธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐกลับมามีบทบาทในการปล่อยกู้อีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังยืนยันที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของยุโรปต่อไป ถึงแม้ว่าฐานะงบดุลของอีซีบีจะมีการพิมพ์เงินใหม่ผ่านนโยบาย QE จำนวนมากถึง 3.72 ล้านล้านยูโร ในการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของยุโรปมากกว่า 36% ของจีดีพีก็ตามที
4.โกลด์แมน แซคส์ เตือนภาวะตลาดการเงินอาจเกิดภาวะชะงักงัน หรือที่เรียกว่า Market Disruption เนื่องจากผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจในวอลล์สตรีท อันเนื่องมาจากนโยบายสกัดกั้นผู้อพยพ และการกีดกันทางการค้า ซึ่งจะส่งผลลบต่อทั้งตลาดการเงินและการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะความกังวลของตลาดที่มีต่อภาวะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์จากเบิร์คลีย์เตือนทั่วโลกให้เตรียมรับมือกับความยุ่งยากและมีความกังวลมากเพิ่มขึ้นภายใต้นโยบายบริหารประเทศของทรัมป์ที่สร้างกระแสการคัดค้านซึ่งขยายไปในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
5.ความกังวลต่อทิศทางความไม่แน่นอนในนโยบายของทรัมป์ และการเมืองในยุโรปที่อาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายของยุโรป ส่งผลให้ราคาทองในตลาดโลกพุ่งขึ้เหนือระดับ 1,234 ดอลลาร์ สวนทางราคาสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกที่มีการปรับลดลง ทั้งสกุลเงินต่างๆ ยีลด์บอนด์ 10 ปีรัฐบาลสหรัฐลดลงที่ระดับ 2.41% ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่ทรงตัวในระดับ 100.1 รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวลดลงในแดนลบ