การสอนภาษาอังกฤษผ่านบทเพลง อาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในโรงเรียนที่มีความพร้อมทั้งในด้านครูและอุปกรณ์การสอน แต่นี่คือศูนย์การเรียนรู้ขนาดเล็กกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวร แนวตะเข็บชายแดนของประเทศ ห่างจากกรุงเทพมหานครกว่า 400 กิโลเมตร ผู้อยู่เบื้องหลังคือ พิมพ์ชนก จอมมงคล หรือ "ครูตูน" อดีตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร วัย 25 ปี พิมพ์ชนก หันหลังให้กับชีวิตในเมือง เพื่อเผชิญกับความท้าทายในการเป็นครูอาสา ข้อจำกัดหลายอย่าง ที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความพยายามของเธอ ที่จะสร้างเด็กรุ่นใหม่ที่สามารถสื่อเป็นภาษาสากลได้ ครูตูนเชื่อว่าการสอนภาษาอังกฤษผ่านบทเพลงที่ศูนย์การเรียนชุมชนศรีสุวรรณสะเนพ่อง ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แห่งนี้ จะช่วยสร้างบรรยากาศให้นักเรียนเพลิดเพลินไปกับการเรียนรู้และเข้าใจภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น และไม่ใช่เพราะภาษาอังกฤษเป็นวิชาบังคับตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่เธอต้องการให้นักเรียนนำสิ่งที่เรียนรู้ในห้องเรียนไปใช้ได้ในชีวิตจริง บรรยากาศที่สนุกสนานและการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมของนักเรียนเหล่านี้ คงเป็นเครื่องยืนยันที่ดีที่สุดว่า วิธีสอนของครูตูนได้ผลแค่ไหน 3 ปีที่แล้ว ครูตูนมีชีวิตในอีกโลกหนึ่ง เธอยังสนุกกับการเป็นหนึ่งในทีมงาน "คนค้นคน" รายการโทรทัศน์ชื่อดัง ที่คนในวงการโทรทัศน์ไม่น้อยใฝ่ฝันจะเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ชีวิตที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นความฝันสูงสุดของพิมพ์ชนก และเธอรู้ดีว่าความปรารถนาของเธอ เป็นสิ่งที่ชีวิตในเมืองไม่สามารถตอบสนองได้ พิมพ์ชนกมองเห็นเด็กๆ ด้อยโอกาสในชุมชนห่างไกลที่กำลังรออะไรบางอย่าง และเธอเชื่อว่าเธอสามารถเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบให้กับอนาตของชาติเหล่านี้ได้ พิมพ์ชนกไม่มีความลังเลใจแม้แต่น้อยในวันที่เธอตัดสินใจหันหลังให้กับชีวิตในเมือง เพื่อค้นหาตัวเองในบทบาทของครูอาสา "จบมาทำงานสื่อสารมวลชนนี่ล่ะค่ะ ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯประมาณปีกว่า ตอนเรียนก็เรียนในกรุงเทพทำงานอยู่ย่านลาดพร้าว รู้สึกเหมือนแข่งขันกันทุกอย่าง ขนาดขึ้นสะพานลอยยังต้องต่อแถว มันอยู่ต่อไปไม่ได้ รู้สึกเหมือนกัดกินตัวเอง จึงคิดทบทวนเอาตัวเองออกไปที่ไกลๆ ในป่า อยู่กับคนชายขอบดูว่าเขาอยู่อย่างไร ที่เขาว่าจน จึงสมัครเป็นครูอาสา มาอยู่แล้วสบายใจ อยู่แล้วเห็นความไร้เดียงสาของเด็ก คิดยังไงก็พูดตรงๆ เห็นแล้วทำให้เกิดมุมมองว่า เรามีชีวิตเพื่ออะไร" สภาพของศูนย์การเรียนแห่งนี้ อาจไม่แตกต่างจากสภาพของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ที่เราอาจเคยได้ยินจากคำบอกเล่าในยุคที่ประเทศไทยเพิ่งจะก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ที่นี่ไม่มีอุปกรณ์การเรียนมากนัก หากเทียบกับโรงเรียนใหญ่ เพราะแม้แต่โต๊ะเก้าอี้ยังหาได้ยาก ทั้งครูและนักเรียนต้องใช้พื้นห้อง พื้นหญ้า แทนโต๊ะเก้าอี้ และนั่นเป็นการดีสำหรับพวกเขา เพราะมีพื้นที่ทำกิจกรรมการเรียนการสอนที่กว้างขึ้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นนักเรียนที่นี่ไม่ได้นั่งเรียนอย่างโรงเรียนอื่น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ครูอาสาอย่างครูตูน ต้องทำหน้าที่สอนวิชาหลักเกือบทุกวิชา ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ วิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ แต่ครูตูนไม่ได้พอใจกับเพียงแค่การทำหน้าที่ที่เป็นภาคบังคับ เธอรู้ดีว่าเด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรที่มากกว่าที่อยู่ในห้องเรียน ทักษะชีวิตในด้านต่างๆ เป็นสิ่งที่เธอพยายามถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ แม้กระทั่งการเข้าครัวหุงหาอาหาร และนั่นเป็นคำอธิบายว่า ทำไมศิษย์ของเธอทั้ง 43 คน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงสามารถแสดงฝีมือการทำอาหาร ถึงขั้นหมุนเวียนทำครัวเพื่อจัดเลี้ยงมื้อกลางวันสำหรับทุกคนได้ สำหรับชุมชนเมืองอาหารหาได้จากซูเปอร์มาร์เกต แต่ครูอาสาที่มาใช้ชีวิตในชุมชนบ้านป่าอย่างสะเนพร่องแห่งนี้ อาหารมาจากแปลงเกษตร วิชาการปลูกผักสวนครัวและเลี้ยงปลา คงหาได้ยากในหลักสูตรของโรงเรียนในเมืองใหญ่ แต่ที่นี่คือวิชาหลักที่ทุกคนต้องเรียนรู้ เช่นเดียวกับการปั่นด้ายทอผ้าหรือแม้แต่ดนตรีพื้นบ้าน ทั้งหมดไม่ใช่เพียงวิชาสำหรับการเรียนรู้ แต่เป็นทักษะและความรู้ที่ได้นำไปใช้ได้ในการดำเนินชีวิต ตามวิถีของคนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงที่ยังพึ่งพิงการเกษตร
"เรื่องเกษตรที่สอน ม.2 มันใกล้ตัวเค้ามากๆ อยู่แล้ว เพราะพ่อแม่เค้าทำไร่ทำนาทำสวน แล้วตอนนี้ทุ่งใหญ่ฯ ยาฆ่าหญ้าก็เข้ามาแล้ว เค้าก็ใช้แต่ใช้น้อย เค้ารู้และเค้าจะไม่ฉีดของเค้า จะฉีดอะไรที่ไปขาย แม้จะยังไม่เยอะเหมือนที่อื่น แต่จะค่อยๆ ปลูกฝังคนรุ่นนี้ให้รู้ถึงอันตรายของสารเคมี ให้เค้ารู้เท่าทัน แล้วเค้าจะเลือกได้ว่า จะกลับไปใช้วิถีเกษตรดั้งเดิมหรือไม่ แต่ก็ต้องอาศัยความขยัน เพราะพอคนติดสบายแล้วไม่รู้ผลกระทบที่ร้ายแรง การสอนที่นี่คือให้รู้เท่าทัน ให้รู้ผลของมัน" บ่อยครั้งที่ครูตูนชวนนักเรียนไปหาของป่า เพื่อสอนให้ลูกศิษย์รู้จักพืชพันธุ์สมุนไพร สินทรัพย์ที่คนเมืองไม่มีโอกาสได้สัมผัส เช่นเดียวกับการพาไปชมการแสดงพื้นบ้าน มรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ เพื่อไม่ให้หลงลืมรากเหง้า ซึ่งรอยยิ้มเปื้อนหน้าและแววตาไร้เดียงสาของลูกศิษย์ ทำให้เธอลืมวิถีคนเมืองได้อย่างสนิทใจ มีบ้างบางครั้งที่ครูตูนอาจหวนคิดถึงสังคมเมืองอยู่บ้าง แต่ความมุ่งมั่นของเธอที่จะทำงานอาสาในพื้นที่ห่างไกลแห่งนี้ ได้รับการกระตุ้นเมื่อมีครูอาสาหญิงวัยใกล้เคียงกัน มาร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเธอใน 3 เดือนที่ผ่านมา "สอนภาษาไทยและพีพีแอล พีพีแอลเป็นวิชาที่เอา 8 สาระการเรียนมารวมกัน จะมีสังคม วิทยาศาสตร์ พุทธศาสนา สุขศึกษา มารวมกัน เด็กที่นี่อยากเรียนรู้มีความตั้งใจ จะคอยถามตลอดอย่างนี้ เพราะอะไร เช่นสอนเรื่องพันธุกรรมหรือการวิวัฒนาการ เล่าให้เขาฟัง มันมีทฤษฎีหนึ่งทำให้ยีราฟคอสั้น คอยาว ยีราฟคอยาวจะรอดกว่าคอสั้น เด็กก็จะถามแนวน่ารัก ถามว่าทำไมยีราฟไม่แบ่งอาหารกันกินล่ะครู"
สุชาดา ทรงบัญฑิต หรือครูอ้อม เป็นนักศึกษาหลักสูตรบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีกำหนดปฏิบัติหน้าที่ครูอาสาที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ 7 เดือน แลกกับการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร แต่ผลสำเร็จทางการศึกษาไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดสำหรับหญิงสาววัยเพียง 23 ปีผู้นี้ "เราอยากมาเรียนรู้เขามากกว่า รู้สึกว่าตัวเอง 23 มันยังไม่ถึงกับว่ารู้อะไรไปหมด คือบางอย่างเราไม่เข้าใจ เลยต้องการมาเรียนรู้กับเขาด้วย บางอย่างที่เรารู้จะมาช่วยเสริมเขา ที่อยากเห็นคือ อยากให้ที่นี่เลือกรับภายนอกได้ แต่ยังคงวิถีของตัวเองอยู่" ระยะทาง 30 กิโลเมตรจากหมู่บ้านสะเนพ่องไปยังอำเภอสังขละบุรี ชุมชนเมืองที่ใกล้สุด อาจดูไม่ไกลนัก แต่เพราะตั้งอยู่กลางป่ามีภูเขาล้อมรอบ ถนนยังเป็นดินแดง บางช่วงต้องข้ามแหล่งน้ำและในฤดูน้ำหลากไม่สามารถใช้เส้นทางได้ ทำให้ต้องตัดขาดจากโลกภายนอก การเข้ามาของครูอาสาที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนเมือง จึงกลายเป็นความหวังในการเปิดโลกทัศน์และสร้างโอกาสทางการเรียนให้กับเด็กที่นี่
"ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน เพราะพ่อกับแม่ไม่มีเงินส่ง พ่อต้องทำงานรับจ้าง แม่ก็ทำไร่ทำนา ไม่มีโรงเรียนนี้ก็คงไม่ได้เรียน เพราะมีพี่อีกคน น้องอีก 2 คน หนูไม่ได้คาดหวังอะไร แค่อยากเรียนให้จบจะได้มีความรู้ ใครที่สอนหนูได้ หนูพร้อมที่จะเรียกว่าครู ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาจบอะไรมา ขอแค่สอนพวกหนูได้ แล้วก็มีความรู้ให้พวกหนู" ดญ.ดาริทา เจ็ดพงษ์กล้า
"ผมจบ ป.6 ตั้งแต่อายุ 16 ไม่ได้เรียนเลย 3 ปีกว่า จะเข้าม.1 ก็อายุเยอะแล้ว เพราะจบแล้วไม่มีเงินส่งออกไปข้างนอก ผมอยู่กับอา พ่อแม่ทิ้งไว้ตั้งแต่เด็กๆ เขายังอยู่ แต่ทิ้งผมไป ไปเรียนข้างนอกไม่ได้ ไม่มีค่าเทอม สายตาสั้นเกิน ค่าใช้จ่ายไปกลับก็เยอะด้วย ไม่ทันเขาในการเรียน ถ้าไม่มีครูอาสามา ผมก็คงไม่ได้เรียน" ดช.อวิโรทน์ สังข์ชลาธาร
"ตั้งใจว่าจะเรียนให้จบ ม.6 ไปเลย แล้วไปเรียนต่อข้างนอก จะไปต่อสายนาฏศิลป์ แล้วกลับมาเป็นครูที่นี่ เพราะจะได้สอนน้องๆ รุ่นต่อไป" ดญ.วราภรณ์
นี่คือเหตุผลที่ทั้งครูตูนและครูอ้อม หันหลังให้แสงสีในเมืองใหญ่ แม้พวกเธอจะไม่มีเงินเดือนเป็นสิ่งตอบแทนอย่างเช่นผู้ที่จบการศึกษาในระดับเดียวกัน แต่การได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของเด็กชายขอบ การได้หยิบยื่นโอกาสให้กับคนที่ด้อยกว่า มันสูงค่าเกินกว่าที่จะวัดได้ด้วยเงินตรา
"ที่บ้านก็จะเหมือนคนทั่วไป ทำไมต้องมาทำอะไรที่ลำบาก คนอื่นอยู่กันสบายๆ ก็ได้นี่ แต่เขาก็ไม่ได้ปิดกั้น ถ้าชอบอะไรแบบนี้ก็แล้วแต่ ที่อ้อมมาไม่ได้รับเงินเดือนนะคะ แต่ถ้ามาสอนจริงๆ คง 6,000-7,000 เอาจริงๆ อยู่ที่นี่แทบไม่ได้ใช้อะไร เปลืองๆ หน่อยก็ 1,000-2,000 แต่หนูไม่ได้สนใจ แต่มันเป็นความชอบของตัวเอง ที่รักจะอยู่แบบนี้ อยากทำในสิ่งที่อยากทำ เป้าหมายอยากเห็นสังคมดี จุดไหนที่เราพอจะช่วยอะไรได้ ก็จะค่อยๆ เดินเข้าไปหามัน" อีก 2 เดือนข้างหน้า ลูกศิษย์ 19 คนจะจบการศึกษาเป็นรุ่นแรก และจะได้รับวุฒิผู้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมต้น ที่รับรองโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 8 ผู้สำเร็จการศึกษา สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานสมัครเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ ไม่ต่างจากผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนในเมืองใหญ่ และนั่นคือวันที่ครูตูนรอคอยเช่นกัน เพราะมันเป็นวันที่จะเป็นคำตอบว่า เธอทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่ออะไร "คาดหวังคือ ไม่ได้คาดหวังแบบอยากให้ได้คะแนนดีๆ หรือว่าเป็นที่หนึ่ง เพราะไม่คิดว่าจะสอนลูกศิษย์เราที่นี้ไปแข่งกับคนในเมือง ไปดิ้นรนอยู่ในเมือง อยากสอนให้เขามีวิธีคิด มีมุมมอง สอนให้คิดเป็น ไม่ได้เป๊ะๆว่า ไปสอบมา คุณแข่งวิชาการข้างนอก แต่สอนให้เขาภูมิใจกับสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่ว่าคิดตัวเองเป็นกระเหรี่ยงดูถูกชาติพันธุ์ของตัวเอง ให้เขารู้ว่า อยากเป็นอะไร ทุกคนไม่ต้องเก่งทุกอย่าง อยากให้รู้จักหน้าที่รับผิดชอบ"