นักกฎหมายชี้กม.คุมโฆษณานมผง ช่วยปกป้องแม่-เด็ก
21 ธ.ค. 2559 | te

นักกฎหมายชี้ร่างพรบ.คุมนมผง ช่วยปกป้องแม่-เด็กจากโฆษณาและการตลาด กฎหมายกำหนดชัดธุรกิจนมผงต้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกซื้อ
ข่าว
21 ธ.ค. 2559 | te

นักกฎหมายชี้ร่างพรบ.คุมนมผง ช่วยปกป้องแม่-เด็กจากโฆษณาและการตลาด กฎหมายกำหนดชัดธุรกิจนมผงต้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกซื้อ
จากกรณีความเห็นต่างในร่าง พรบ. ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. ... ซึ่งกำลังอยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยเพราะเป็นการสนับสนุนให้เกิดการกินนมแม่และควบคุมการโฆษณาและการตลาดนมผง และกลุ่มคัดค้านโดยขอให้ลดการควบคุมผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กจาก 3 ปี เหลือเพียง 1 ปีนั้น
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่อาคารอิมแพคฟอรั่ม ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีให้ข้อมูลสาธารณะ "สิทธิแม่ลูก VS นมผงหมื่นล้าน ได้เวลาผ่านกฎหมายคุมตลาดนมผง?" ภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 9 พ.ศ.2559 ว่า การจัดทำร่างกฎหมายจะยึดตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งการจัดทำร่างกฎหมายฉบับนี้จึงยึดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน หลังจากนั้นให้นมแม่ควบคู่กับอาหารตามวัยถึง 2 ขวบหรือนานกว่านั้น นอกจากนี้ ร่างพรบ.ไม่ขัดกับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) เพราะ 1.ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างสินค้าชนิดเดียวกัน 2.ไม่เกินความจำเป็น เพราะไม่ได้ห้ามจำหน่าย ห้ามแค่วิธีการโฆษณาและวิธีการส่งเสริมการตลาด 3.ไม่ตามอำเภอใจ คือไม่มุ่งกีดกันทางการค้า แต่มุ่งคุ้มครองสุขภาพของประชาชน และ 4.สอดคล้องกับมาตรฐานสากลคือคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เพราะฉะนั้น
"กฎหมายฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และปกป้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จากการส่งเสริมการตลาดนมผงจากการที่ให้คิดว่านมแม่มีประโยชน์น้อยกว่านมผง หรือมีประโยชน์คุณค่าเทียบเท่านมแม่ รวมถึงคุ้มครองผู้บริโภค กรณีที่แม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ จำเป็นต้องใช้นมผง ก็จะได้รับข้อมูลที่เหมาะสมในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ไม่ถูกบิดเบือนจากการโฆษณาที่ไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใดๆ ของบริษัทนมผง" "ผศ.ดร.ปารีณา กล่าว
ผศ.ดร.ปารีณา กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการควบคุมเรื่องการโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดของอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ควบคุมการจำหน่าย และควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพราะเรื่องคุณภาพอยู่ในส่วนของกฎหมายอาหาร เพียงแต่ห้ามไม่ให้มีการโฆษณาหรือกลยุทธ์การตลาดให้เข้าใจผิดเท่านั้น โดยย้ำว่า เรื่องการให้ข้อมูลของบุคลากรทางการแพทย์สามารถทำได้ ไม่มีมาตราใดที่ห้าม และถือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ต้องไม่ใช่การโฆษณา ส่วนบริษัทนมผงกฎหมายกำหนดชัดว่าต้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกซื้อ โดยผลิตภัณฑ์ต้องระบุให้ชัดว่าประกอบด้วยสารอาหารอะไรบ้าง เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ซื้อ เพียงแต่ห้ามกล่าวอ้างสรรพคุณของสารอาหาร เช่น ดีเอชเอช่วยให้ฉลาด เป็นต้น และยังสามารถให้ข้อมูลแก่บุคลากรทางการแพทย์ได้ แต่ต้องมีหลักฐานทางวิชาการรองรับ ที่ควบคุมคือการโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดที่เข้าถึงแม่และเด็กโดยตรง และการเข้าถึงโรงพยาบาล
สำหรับการบริจาคของบริษัทนมผง เช่น โต๊ะ เก้าอี้ สามารถทำได้ แต่มีข้อจำกัดคือ ต้องไม่มีชื่อหรือตราสัญลักษณ์อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก หรือสัญลักษณ์ที่ทำให้นึกถึง ส่วน ผลิตภัณฑ์นมห้ามบริจาคเว้นแต่อาหารทางการแพทย์สำหรับเด็กที่มีความจำเป็น และควรมีการปิดชื่อผลิตภัณฑ์ไว้ ขณะที่การจัดทำเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับสุขภาพแม่สามารถทำได้ แต่ต้องไม่มีลักษณะส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ใช้หรือสื่อไปถึงผลิตภัณฑ์
"หลัง พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ หากพบว่าอาหารทั่วไปมีพฤติกรรมแตกแถว โฆษณาข้ามกลุ่มสินค้าเหมือนอย่างนมสูตร 3 ก็สามารถออกกฎหมายลูกเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพื่อควบคุมหรือเอาผิดได้ เพราะอย่างนมกล่องที่เป็นนมทั่วไปก็ไม่เคยมีการโฆษณาข้ามมายังทารกและเด็กเล็กเลย"ผศ.ดร.ปารีณา กล่าว