เนชั่นทีวี

ข่าว

ทั้งโลกจับตามองอเมริกาวันนี้!!! ที่ประชุม"คณะผู้แทน" ยืนยันเลือก"ทรัมป์"หรือไม่

19 ธ.ค. 2559 | te

ทั้งโลกจับตามองอเมริกาวันนี้!!! ที่ประชุม"คณะผู้แทน" ยืนยันเลือก"ทรัมป์"หรือไม่

มูลค่าตลาดในหุ้นและบอนด์ทั่วโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียวร่วงลงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางสองปัจจัยเสี่ยง คือ หนึ่ง คำถามที่ว่าทำไมโดนัลด์ ทรัมป์ จึงชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และ สอง เรื่องการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้น หรือ Fed Fund Rate ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีก 0.25% เป็น 0.75% พร้อมเตรียมการขึ้นดอกเบี้ยอีกสามครั้งในปีหน้า ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้นและบอนด์ปรับพอร์ตทั่วโลกโดยที่มูลค่าตามราคาตลาดรวม (Market Cap) ในตลาดหุ้นโลกร่วงลง 5.35 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ม Market Cap ในตลาดบอนด์ร่วงลง 4.30 แสนล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความกังวลของนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากความผันผวนของตลาดการเงินในจีน หลังจากเงินหยวนร่วงลงอย่างรวดเร็วหลุดระดับ 6.95 ต่อดอลลาร์ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดเชื่อว่าเป็นเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพของตลาดการเงินในประเทศไปแล้ว โดยเฉพาะในตลาด Offshore ซึ่งเฉียดเข้าใกล้ระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์ ทุกที ออฟชอร์หยวนดิ่งลงที่ 6.9666 อ่อนค่าลงมากกว่าในตลาด Onshore ซึ่งร่วงลงปิดที่ 6.9615 หยวนต่อดอลลาร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
1.ขณะที่ในวันนี้ 19 ธ.ค. ตามเวลาในสหรัฐ ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามองไปที่คณะผู้แทน (Presidential Electors) จำนวน 538 คน ที่จะร่วมประชุมกันที่กรุงวอชิงตันดีซี และที่สภาใน 50 รัฐเพื่อยืนยันเสียงโหวตตามผล Electoral College ซึ่งทรัมป์ได้เสียง 306 และฮิลลารี คลินตัน ได้ 232 เสียงในผลโหวตของคนอเมริกันเมื่อวันที่ 8 พ.ย. และหากการยืนยันของคณะผู้แทนดังกล่าวยืนยันเสียงโหวตให้ทรัมป์ได้ 270 เสียง ก็จะได้รับชัยชนะเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ
อยางไรก็ตาม ในช่วงหนึ่งเดือนเศษที่ผ่านมา ท่ามกลางเกมการเมืองระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ของสหรัฐในผลการนับคะแนนเลือกตั้งใน 4 รัฐที่เป็นปมขัดแย้งให้มีการนับคะแนนใหม่ อาจจะส่งผลต่อเสียงของคณะผู้แทนจำนวน 40 คนจะยังคงยืนยันการโหวตให้ทรัมป์หรือไม่

2.ดอลลาร์แรลลี่ทะยานสู่ระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี เมื่อ Dollar Index ปิดเมื่อวันศุกร์ที่ 103.00 หลังจากที่แตะสูงสุดที่ 103.56 ในวันพฤหัสฯ เมื่อเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยเฟดฟันด์เรทจาก 0.5% เป็น 0.75% ส่งผลโดยตรงต่อเงินหยวนดิ่งลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน จากที่อ่อนค่าลงมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่เดือนส.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งจีนต้องประสบกับปัญหาเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะเงินหยวนในตลาดออฟชอร์ร่วงลงที่ 6.9666 ต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ เทียบกับก่อนการเลือกตั้งปธน.สหรัฐซึ่งอยู่ที่ 6.88 หยวนต่อดอลลาร์ ส่วนออนชอร์หยวนก็ทะลุจุดเป้าหมายสำคัญที่ 6.95 อ่อนค่าลงมาปิดที่ 6.9615 ต่อดอลลาร์ ทำให้เงินหยวนของจีนจะถูกจับตามองจากทีมงานของทรัมป์ซึ่งกล่าวหาทางการจีนปั่นเงินหยวนอ่อนค่าลงเรื่อยๆ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออกของประเทศ
นอกจากนี้ การเทขายบอนด์รัฐบาลสหรัฐ 4.03 แสนล้านดอลลาร์ในรอบสิบเอ็ดเดือนในปี 2016 นี้ อาจเป็นเกมการเงินโลกของจีน เพราะส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปีของรัฐบาลสหรัฐพึ่งขึ้นแตะ 2.59% เมื่อวันศุกร์ ซึ่งนอกจากเหตุผลที่ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเท่านั้น แต่ยังมาจากการทิ้งบอนด์ของทางการจีน โดยที่สัดส่วนการถือบอนด์ดังกล่าวลดลงจากที่เคยถือราว 4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2012 เหลืออยู่ที่ระดับปัจจุบัน 2.788 ล้านล้านดอลลาร์

3.อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ก็คือแนวโน้มต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นในปี 2017 นอกเหนือจากความเสี่ยงที่ค่าเงินอ่อนตัวลงเมี่อเทียบเเงินดอลลาร์
ขณะที่เฟดคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยใน 2 ปีข้างหน้า มีโอกาสปรับตัวขึ้นของเฟดฟันด์เรทที่ 1.375% ในปี 2017 และ 2.125% ในปี 2018

4.หลังจากที่ราคาน้ำมันโลกตกต่ำลงในช้วงสองปีที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันในกลุ่มตะวันออกลาง ซึ่งนำมาสู่การปรับลดการผลิตวันละ 1.2 ล้านบาร์เรลของกลุ่มโอเปกที่จะเริ่มตั้งแต่ตันปี 2017 และมีผลให้ราคาวิ่งขึ้นมาอยู่ที่ 51-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายปีนี้ โดยเป็นที่คาดว่าจะเคลื่อนไหวที่ราคา 60 ดอลลาร์ในปีหน้านี้
อย่างไรก็ตาม บรรดาดทรดเดิร์เชื่อว่าในปี 2017 ปริมาณการใช้น้ำมันจะยังชะลอตัวมากขึ้นจากจีน อาจไม่ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่จะพุ่งขึ้นรุนแรง เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะยังเติบโตเชื่องช้าต่อเนื่องไปอีก โดยเฉพาะปริมาณการนำเข้ามันของจีนอาจจะลดลงมากในปีหน้านี้
ขณะที่มีรายงานของบลูมเบิร์กในช่วง ม.ค.-ก.ย.2559 นั้น Flow ของน้ำมันที่ส่งออกจากประเทศในตะวันออกกลางไปยังภูมิภาคต่างๆ นั้นมีการชะลอตัวลง เช่น ยุโรปชะลิตัวที่วันละ 2.4 ล้านบาร์เรล ไปอเมริกาเหนืออยู่ที่วันลพ 1.8 ล้านบาร์เรล ยกเว้นการส่งออกไปในเอเชียที่อยู่ในภาวะที่ทรงตัวราววันละ 11.5 ล้านบาร์เรล

5.แต่ที่น่าจับตามองคือในกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิต shale oil และ shale gas ซึ่งเคยคาดการณ์กันว่าจะสามารถทำรายไดจำนวนมหาศาลให้กับบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐ แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เพราะบริษัทน้ำมันซึ่งผลิต shale oil และ gas ได้สูงสุดในช่วงต้นปี 2015 ก็ยิ่งทำให้รายได้รวมจากการดำเนินการและฐานะเงินสดในมืออยู่ในภาวะที่ติดลบมากขึ้นมาตั้งแต่ปี 2006-2016 ซึ่งส่งให้บริษัทน้ำมัน 5 ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐประสบภาวะขาดทุนดังกล่าวจนเข้าขั้นวิกฤติขณะนี้ ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นเหนือ 50 ดอลลาร์ก็ตาม
จากรายงานของ Gurufocus.com ชี้ผลการขาดทุนและมีฐานะ cash flow ติดลบเริ่มจากปี 2006 ที่ - 3,883 ล้านดอลลาร์ ปี 2007 -4,773 ล้านดอลลาร์ ปี 2008 -12,413 ล้านดอลลาร์ ปี 2009 -3,167 ล้านดอลลาร์ ปี 2010 -8,396 ล้านดอลลาร์ ปี 2011 -8,547 ล้านดอลลาร์ ปี 2012 -11,905 ล้านดอลลาร์ ปี 2013 -2,994 ล้านดอลลาร์ ปี 2014 -1,984 ล้านดอลลาร์ ปี 2015 -2,537 ล้านดอลลาร์ และในปี 2016 ยังคงขาดทุนต่อเนื่องใน 3 ไตรมาสแรก โดย Q1 -763 ล้านดอลลาร์ Q2 -623 ล้านดอลลาร์ และ Q3 -127 ล้านดอลลาร์

ข่าวล่าสุด