"PRIMETIME กับ เทพชัย" :พิธีพระราชทานปริญญา.จุดเชื่อมกษัตริย์กับประชาชน PART2

พิธีพระราชทานปริญญาบัตร เป็นช่วงเวลาที่บัณฑิตนับแสนคนในแต่ละปีเฝ้ารอคอย เพราะนั่น.. คือรางวัลแห่งความสำเร็จที่พวกเค้าอดทนฟันฝ่า...
ข่าว
แต่พิธีพระราชทานปริญญาบัตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีความหมายมากไปกว่านั้น.. เพราะนั่น คือช่วงเวลาไม่กี่วินาทีที่ได้สื่อสารโดยตรงกับบัณฑิตของพระองค์ ทั้งชีวิตของการเรียนและการศึกษา นี่เป็นช่วงเวลาที่มีความหมายที่สุดสำหรับบัณฑิตที่กำลังจะออกไปเผชิญกับชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง
มันอาจเป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาที่ แต่เป็นไม่กี่วินาทีที่มีค่ามากที่สุด มันเป็นเพียงโอกาสเดียวที่พระมหากษัตริต์ที่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศและพสกนิกรของพระองค์ท่านได้ร่วมสัมผัสในสิ่งเดียวกัน
และเป็นโอกาสเดียวที่คนที่กำลังจะเป็นอนาคตของประเทศชาติได้รับฟังคำสั่งสอนโดยตรงจากคนที่เป็นทั้งพระมหากษัตริต์และพ่อในเวลาเดียวกัน
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 2542 มีความตอนหนึ่งว่า
"..บัณฑิตผู้ได้รับความสำเร็จในด้านการศึกษามาแล้ว ย่อมปรารถนาความสำเร็จที่สูงขึ้นไปอีก คือการสร้างความเจริญมั่นคงในชีวิต และฐานะหน้าที่ความปรารถนาดังนี้ แม้จะเป็นสิ่งที่พึงประสงค์อย่างยิ่ง แต่ก็ใช่สิ่งที่ทุกคนจะได้มาโดยง่าย เพราะการสร้างตัวสร้างฐานะที่รุ่งเรืองมั่นคงนั้น ไม่ใช่สำเร็จแค่เพียงคิดเท่านั้น แต่สำเร็จได้ด้วยการกระทำ กล่าวคือ คนเราถึงจะมีความรู้ความคิดดีสักเพียงใด ถ้าไม่ลงมือทำ ก็มีแต่ ก็มีแต่พาตัวไปให้ฟุ้งเฟื่องไปต่างโดยปราศจากประโยชน์และความสำเร็จ เมื่อลงมือทำ ประโยชน์และความสำเร็จจึงจะเกิดมีขึ้น.."
และสำหรับนิสิตนักศึกษาที่ผ่านพิธีพระราชปริญญาบัตร คงไม่มีภาพไหนที่มีความหมายมากไปกว่าภาพรับปริญญามีติดอยู่ในบ้าน
นอกจากเป็นภาพแห่งความภูมิใจ ภาพเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่ช่วยเตือนให้ทุกคนน้อมรำลึกถึงพระหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และคำสั่งสอนที่ทรงพระราชทานให้ในวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตการศึกษา
ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางสุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เล่าว่า เราจะเห็นว่าพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของพระองค์ สิ่งสำคัญก็คือ พระบรมราโชวาท ที่พระองค์จะทรงมีโอกาสได้สั่งสอนลูกหลานพระองค์ เตือนสติในการใช้ชีวิตการทำงาน.. ให้ตั้งใจทำมาหากิน เลี้ยงชีพ หารายได้ ดูแลจุนเจือครอบครัว แล้วจะสังเกตุเห็นว่า หลายๆพระบรมราโชวาท สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน บางครั้ง พระองค์ทรงรู้ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศในอนาคต หรือแม้แต่ผลของสถานการณ์นั้นที่ตามมา จึงทรงเตือนสติบัณฑิตเอาไว้ผ่านพระบรมราโชวาท
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชปริญญาบัตร นอกจากเป็นการสั่งสอนและเตือนสติคนที่กำลังก้าวออกจากชีวิตของรั้วมหาวิทยาลัยสู่บทบาทใหม่ในสังคม ยังสะท้อนสภาวะของบ้านเมืองในแต่ละยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงบสุข ภาวะข้าวยากหมากแพง หรือในสถานการณ์ที่สังคมเต็มไปด้วยวุ่นวาย
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ.2536
"...ขอให้ช่วยกันรักษาสถานการณ์ที่มีอยู่ ประคับประคอง รักษาสิ่งดีสิ่งเจริญ และรักษาสถานภาพของบ้านเมืองไว้ พร้อมกัน ปรับปรุง แก้ไข ให้วิวัฒนา ไปตามวิถีทางที่ถูกต้อง เพื่อประเทศชาติของเรา จะได้มีความเจริญมั่นคง และดำเนินก้าวหน้า ไปในโลกได้ด้วยความปลอดภัย เป็นอิสระ.."
หรือแม้ในยามที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช..ยังเป็นสะท้อนถึงความห่วงใยที่พระองค์ท่านทรงมีต่อบัณฑิตที่จบการศึกษาในช่วงเวลานั้น..
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชใน พิธีพระราชทานปริญญาบัตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 18 ก.ค. 2541 1ปี หลังผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง ความว่า
"การรู้จักประมาณตน ได้แก่การรู้จักและยอมรับว่าตนเองมีภูมิปัญญา และความสามารถในด้านไหนเพียงใด และควรจะทำงานด้านไหน อย่างไร การรู้จักประมาณตนนี้จะทำให้คนเรารู้จักใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ได้ถูกต้องเหมาะสมกับงาน และได้ประโยชน์สูงสุดเต็มตามประสิทธิภาพ ทั้งยังทำให้รู้จักขวนขวายศึกษาหาความรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์อยู่เสมอ เพื่อปรับปรุงส่งเสริมศักยภาพที่มีอยู่ในตนเองให้ยิ่งสูงขึ้น ผู้รู้จักประมาณตน จึงสามารถทำงานได้ดีกว่าผู้อื่น ที่ไม่รู้จักประมาณตน..."
พิธีพระราชทานปริญญาบัตร เริ่มต้นขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงรับเอาประเพณีจากต่างประเทศอย่างสหรัฐ และยุโรปเข้ามาเพื่อเป็นโอกาสให้พระมหาษัตริย์ทรงอบรมสั่งสอนบัณฑิตในฐานะอนาคตของชาติหลังจบการศึกษา
25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 เป็นวันปฐมบทของพิธีพระราชทานปริญญาบัตรในประเทศไทย.. เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี บรมราชินีนารถ เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตคณะแพทยศาสตร์บัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย34 คน
และเป็นเวลา 20 ปีเต็มที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระองค์เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 13 เมษายน พ.ศ.2489
และเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ หรือมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อ 23 เมษายน ในปีเดียวกัน..อันเป็นครั้งสุดท้ายในรัชสมัยของพระองค์
เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บัณฑิตมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ หรือมหาวิทยาลัยมหิดล คือบัณฑิตชุดแรก ที่มีโอกาสรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของพระองค์ ในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2493
และ พระปฐมบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็คือ พระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่บัณฑิตจุฬาฯในวันที่ 21 พ.ค. 2493
"การที่จะบรรลุถึงผลขั้นสุดท้ายของการศึกษา เช่นที่ได้ปฏิบัติมานั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และน่าสรรเสริญ แต่ขอให้นึกอยู่เสมอว่า เมื่อท่านสำเร็จการศึกษาออกไปแล้ว ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่เอาใจใส่เฝ้าดูการกระทำของท่านอยู่ต่อไป ใครทำดีก็ได้รับคำชมเชยและสรรเสริญ ใครทำไม่ดีเขาก็จะพากันติ และพลอยติชมถึงสถานศึกษาของท่านด้วย ชื่อมหาวิทยาลัยของท่านคือ "จุฬาลงกรณ์" จะติดตัวท่านไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะประพฤติดีหรือประพฤติชั่ว ฉะนั้นทุกๆ ครั้งที่ท่านจะกระทำการสิ่งใดลงไป จงคิดแล้วคิดอีก ทบทวนดูทั้งทางได้ทางเสียให้แน่ชัดเสียก่อน"
กว่า 50 ปี นับจาก พ.ศ. 2493 2544 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั่วประเทศด้วยพระองค์เองกว่า 490 ครั้ง
ในแต่ละครั้งมีบัณฑิตเข้ารับพระราชทานใบปริญญาบัตรเกือบ 1,000 คน และเป็นเวลากว่าสามชั่วโมงที่พระองค์ท่านต้องทรงประทับนั่งในพิธี
เมื่อคำนวณแล้ว ตลอด 50 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงต้องยื่นพระหัตถ์พระราชทานใบปริญญาบัตรกว่า470,000 ครั้ง ด้วยเวลาที่ทรงต้องประทับนั่งกว่า 1470 ชั่วโมง และถ้าเอาจำนวนใบปริญญาบัตรที่พระองค่านทรงพระราชทาน ซึ่งมีน้ำหนักฉบับละ 3 ขีด มารวมกันแล้ว จะมีน้ำหนักถึง 141 ตัน
พิธีพระราชทานปริญญาบัตร จึงถือเป็นพระราชกรณียกิจที่หนักหนาสาหัสและกระทบกับพระวรกาย.. จนสร้างความกังวลและห่วงใยจากข้าราชบริพารไม่น้อย
ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางสุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เล่าว่า ด้วยพระชนมพรรษาที่มากขึ้น พระราชกรณียกิจมีมากล้น แล้วเวลาที่พระองค์เสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตรแต่ละครั้ง กินเวลา3-4 ชั่วโมงที่ทรงต้องประทับนั่ง ด้วยความเป็นห่วง ราชเลขาธิการจึงกราบทูลให้ทรงลดการเสด็จลง โดยให้พระราชทานปริญญาบัตรเฉพาะในระดับ ปริญญาโทขึ้นไปเท่านั้น แต่พระองค์กลับมีกระแสรับสั่งว่า ยังไงก็ยังยันจะพระราชทานใบปริญญาบัตรให้บัณฑิตด้วยพระองค์เอง..."
คำถามที่ตามมาก็คือว่า แม้จะเป็นพระราชกรณียกิจที่หนักหนาสาหัส.. แต่เพราะเหตุใด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชยังทรงตั้งพระราชหฤทัยมั่น ที่จะเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตด้วยพระองค์เอง
ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางสุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เล่าว่า "นอกจากพระบรมราโชวาทของพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว.. ที่สำคัญมากกว่าพระบรมราโชวาทนั้นก็คือ พระองค์ทรงเคยมีพระราชกระแสอธิบายว่า.. ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร เป็นช่วงเวลาที่พระองค์จะได้สอนบทเรียนสุดท้ายที่แท้จริง ผ่านการสื่อสารโดยตรง กับบัณฑิตของพระองค์ ที่แฝงอยู่ในเสี้ยววินาทีที่พระหัตถ์ สัมผัสปริญญาบัตรพร้อมกับมือของบัณฑิต เป็นความตั้งพระราชหฤทัยที่จะสื่อสารขององค์ผู้พระราชทานปริญญาบัตรผ่านการกระทำนั่นในเสี้ยววินาทีคือ ให้คำนึงถึงความสุขของผู้อื่นมากกว่าความสุขของตนเอง อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทรงพระเมตตาเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาด้วยพระองค์เองสืบมา"
แม้เป็นพระราชกรณียกิจที่หนักพระวรกาย และกระทบพระราชกรณียกิจอื่นที่มีมากล้น.. แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงตั้งพระราชหฤทัยมั่นที่จะเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานใบปริญญาบัตรด้วยพระองค์เอง
การเตรียมการสำหรับพิธีพระราชทานปริญญาบัตรให้พร้อมที่สุด ..จึงอาจเป็นสิ่งที่ช่วยแบ่งเบาพระวรกายของพระองค์ได้ในวันนั้น
ผศ.ดร.ดวงกมล ชาติประเสริฐ อดีตคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เล่าว่า ทุกครั้งจะต้องเตรียมการกันหนักมาก แยกเป็นหลายส่วน ทั้งส่วนตัวบัณฑิต ใบปริญญาของบัณฑิตทุกคนที่จะต้องผ่านการรับรองไปยังสภามหาวิทยาลัย รวมถึงที่สำคัญที่สุด คือฝ่ายเตรียมการพิธี ทั้งหมดถือว่าละเอียด และหนักมากเพราะจะขาดตกบกพร่องไม่ได้ และขณะในการรับนั้น ชื่อของบัณฑิตและใบปริญญา ก็จะต้องตรงกันกับบัณฑิตทุกคน ไม่ตรงไม่ได้ ไม่ใช่ว่าต้องไปแลกกันทีหลัง ไม่สามารถทำแบบนั้นได้เด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่พระราชทานใบปริญญาของนิสิตคนนั้น ให้นิสิตที่เป็นเจ้าของ ทุกอย่างจึงห้ามผิดคน ใบปริญญากับนิสิตต้องตรงกัน
ในวันสำคัญวันนั้นที่ทุกอย่างต้องวางแผนและเตรียมการอย่างดี บุคคลที่ต้องรับบทบาทสำคัญคือบุคคลที่ต้องอยู่ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมากที่สุด เพื่อทำหน้าที่ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายใบปริญญาบัตรแด่พระองค์เพื่อทรงพระราชทานแก่บัณฑิต
และยากที่สุดคือคนที่ทำหน้าที่ทูลเกล้าฯ ที่ต้องซ้อมหนักมาก อย่างน้อย 3 เดือน เพราะท่านั่งก็จะต้องเป๊ะ ถูกต้องตามหลักการคือการนั่งพับเพียบ ต่อหน้าราชเลขาธิการ และอยู่ด้านข้างพระองค์ ที่สำคัญ ใบปริญญาทุกใบที่ทูลเกล้าฯถวาย จะต้องสมพระเกียรติ เพราะวางบนพาน.. และบนพาน จะมีผ้าแพร องศาที่วางก็จะต้องได้ เพื่อไม่ได้รบกวนพระกรของพระองค์ที่ทรงต้องยกขึ้นเป็นพันๆครั้งจำได้ว่าครั้งแรกตื่นเต้นและกดดันอย่างที่สุด แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และที่บอกว่าอาจารย์ทุกคนต้องซ้อมหนักทั้งที่มหาวิทยาลัย และที่บ้าน ก็เพราะองศาที่วาง หากพระองค์ท่านทรงเห็นว่าองศายังไม่ได้ในการทูลเกล้าฯ ครั้งแรก พระองค์จะทรงชี้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อให้เราปรับได้เข้าที่ ตั้งใจซ้อมและทำให้ดีที่สุด ควบคุมสติ เพื่อสมกับพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และบรรเทาพระวรกายในวันนั้น
ถึงจะมีการเตรียมการที่ดีที่สุดสำหรับพิธีที่สำคัญอย่างพิธีพระราชทานปริญญาบัตรไม่ได้หมายความทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่นเสมอ บางครั้งเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นได้ แต่เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงนี้กลับกลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราได้เห็นถึงแต่พระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางสุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เล่าเหตุการณ์ครั้งนั้น ผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย น่าจะประมาณปี 2528 2529 ตอนผมเป็นอาจารย์แล้ว อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ตอนนั้นหอประชุมจุฬาฯเพิ่งปรับปรุงเสร็จ ติดแอร์ ก่อนหน้านั้นไม่มีแอร์มาก่อนแล้วในวันนั้นก็มีพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แล้ววันนั้นเกิดไฟดับ เป็นไฟดับครั้งใหญ่ของกรุงเทพมหานครนะครับ มีเหตุผลซึ่งจำได้ในเวลานี้ก็คือ โรงปั่น